HJC เล่ม 3 ตอนที่ 16.4

ตอนก่อนหน้านี้ Direct ตอนต่อไป
ตอนก่อนหน้านี้ Sponsor ตอนต่อไป

ตอนที่ 16 การแข่งขันทหารใหม่ (4)

โจวเว่ยชิงนั้นมองไปที่นางอย่างระมัดระวังก่อนจะส่ายหัวโดยไม่ลังเลก่อนจะพูดว่า “ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากจะดวลกับเจ้า”

เสี่ยวเซอก็ขมวดคิ้วของเธอและพูดว่า “นี้เจ้ากลัวข้าอย่างงั้นเหรอ?”

โจวเว่ยชิงจึงถามกลับว่า “แล้วทำไมข้าต้องดวลกับเจ้าด้วยล่ะ? ข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการดวลนี้? “

เสี่ยวเซอก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ข้าจะยกตำแหน่งหัวหน้ากองร้อยให้ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

ดวงตาของโจวเว่ยชิงก็กลอกไปมาก่อนจะพูดว่า “แล้วถ้าข้าแพ้ล่ะ?”

เสี่ยวเซอก็กล่าวอย่างเจ็บแสบว่า “ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไสหัวออกไปจากค่ายทหารนี้หรืออย่างน้อยก็ออกจากกองพันที่ 3 ของเรา” เสี่ยวเซอรู้ดีว่าไม่สามารถที่จะเอาชนะซางกวนปิงเอ้อในเรื่องความแข็งแกร่งได้เนื่องจากนางนั้นเป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์ แต่เสี่ยวเซอก็เชื่อมั่นในตัวเองว่ามีความสามารถในการบัญชาการทหารที่ดีกว่าซางกวนปิงเอ้อ แต่ว่าการที่จู่ๆเจ้าอ้วนโจวนั้นปรากฎตัวขึ้นมานั้น มันทำให้แผนการที่สมบูรณ์แบบของนางนั้นพังลง นั้นหมายความว่าการที่นางจะแย่งตำแหน่งผู้บัญชากการกองพันจะยากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้แล้วเป้าหมายของนางก็คือการพิสูจน์ว่านางนั้นมีความสามารถที่มากกว่าซางกวนปิงเอ้อ

“ไม่ล่ะ มีอะไรดีเกี่ยวกับการเป็นหัวหน้ากองร้อยอย่างงั้นเหรอ? มันดีกว่าการจะเป็นผู้ติดตามผู้บัญชการกองพันที่งดงามเช่นนี้งั้นเหรอ?” โจวเว่ยชิงก็ส่ายหัวของเขาด้วยสีหน้าที่จริงจังอีกครั้ง แน่นอนว่าในใจของเขาก็หัวเราะคิดกับตัวเองแล้วว่า ‘เสี่ยวเซอ เสี่ยวรุ่ยเซอ ฮิฮิ’

“นี้เจ้าอายุเท่าไหร่กันนี้?  นี้เจ้าไม่คิดอะไรเลยนอกจากความสัมพันธ์กับหัวหน้าของเจ้าอย่างงั้นเหรอ? ถ้างั้นเจ้าต้องการอะไรว่ามา? “ สายตาของเสี่ยวเซอนั้นอัดแน่นไปด้วยความโกรธ

โจวเว่ยชิงยักไหล่และกล่าวว่า “เอาเป็นอย่างนี้ไหม ถ้าข้าแพ้ เจ้าพูดว่าข้าต้องทิ้งผู้บัญชาการกองพันและออกจากกองพันที่ 3 ไป แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องยอมรับเงื่อนของข้าหนึ่งข้อ แต่ว่าตอนนี้ข้ายังคิดเงื่อนไขนี้ไม่ออก”

เสี่ยวเซอขมวดคิ้วของนางก่อนจะจ้องไปที่โจวเว่ยชิง อย่างไรก็ตามเจ้าอ้วนโจวนั้นดูใสซื่อและมีจิตใจที่งดงามด้วยใบหน้าที่ซื่อสัตย์เช่นนั้น มันทำยากที่จะมองว่าเขานั้นคิดอะไรกันแน่

“ได้แต่มันจะต้องเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลของข้า หรือทำสิ่งที่ขัดกับมโนธรรมของข้า” หลังที่คิดแล้วเสี่ยวเซอก็ตอบกลับด้วยเสียงที่ขึงขัง นางนั้นต้องการที่จะให้เจ้าอ้วนโจวนั้นทิ้งซางกวนปิงเอ้อ ไม่เช่นนั้นแล้วการที่ซางกวนปิงเอ้อนั้นมีผู้ช่วยส่วนตัวที่มีความสามารถเช่นนี้แล้ว นางจะต่อกรได้อย่างไร? นอกจากนี้แล้ว นางก็ฝึกการยิงธนูอย่างหนักในช่วงหลายปีนี้ แม้ว่าเจ้าอ้วนโจวนั้นมีความสามารถที่โดดเก่นแต่นางก็ยังมั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้

“ตกลง” โจว เว่ยชขิงตอบอย่างมีความสุข

“มากับข้า” เสี่ยวเซอหันไปก่อนจะเดินตรงไปยังป่าดาราที่อยู่ใกล้ๆกับเมืองธนูสวรรค์

โจวเว่ยชิงนั้นส่งสายตามองซางกวนปิงเอ้อที่กำลังมองการแข่งขันที่เหลืออยู่ เมื่อเห็นว่าเธอนั้นไม่ได้สนใจเขาแล้ว เขาจึงค่อยๆปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ

เสี่ยวเซอนั้นเดินมาถึงชายป่าดาราก่อนจะหยุดรอโจวเว่ยชิง

เมื่อโจวเว่ยชิงนั้นเดินมาถึงก็ถามว่า “เราจะต่อสู้กันอย่างไร?”

เสี่ยวเซอกล่าวอย่างเคร่มขรึม “ต่อสู้ตัวต่อตัว ระหว่างข้ากับเจ้า ป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการแสดงความสามารถของนักธนู พวกเราจะเข้าไปในป่าพร้อมกันโดยห่างจากกัน 300 หลาและเมื่อข้าให้สัญญาเริ่ม พวกเราก็จะเริ่มต่อสู้กัน ใครก็ตามที่ยิงโดนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง? “

โจวเว่ยชิงนั้นกล่าวด้วยความรอบคอบ “หัวหน้ากองร้อยเสี่ยว ท่านคงจะไม่ยิงข้าด้วยลูกศรของจริง ใช่ไหม?”

เสี่ยวเซอพูดด้วยความโมโห “นี้เจ้าพูดบ้าอะไรนี้ เจ้าเป็นทหารของจักรวรรดิของเรา ทำไมข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วย? แม้ว่าข้านั้นจะไม่ชอบขี้หน้าเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ค่าพอที่จะข้าฆ่าเจ้า เราจะใช้ลูกศรสำหรับการฝึก” เมื่อนางพูดจบก็หยิบเอาซองลูกศรออกมาก่อนจะโยนให้โจวเว่ยชิงในขณะที่เธอเองก็มีซองลูกศรของเธอเอง ซึ่งซองทั้งสองก็มีลูกศรอยู่ 50 ลูก

โจวเว่ยชิงก็ยืดตัวก่อนจะพูดว่า “เชิญหัวหน้ากองร้อยเสี่ยวก่อนเลยครับ”

เสี่ยวเซอส่งเสียงฮึด้วยความเย็นชา ก่อนจะเดินเข้าไปในป่าดารา โจวเว่ยชิงนั้นเห็นได้ชัดเจนเลยว่าที่หลังของนางนั้นสะพายธนูรุ่งอรุณสีม่วงอยู่ ด้วยอิทธิพลของตระกูลนางในเมืองธนูสวรรค์ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาธนูรุ่งอรุณสีม่วงอีกอันหนึ่ง

เมื่อเห็นเสี่ยวเซอนั้นเข้าไปในป่าดราแล้ว โจวเว่ยชิงก็เดินตามเข้าไป ซึ่งในใจก็บ่นรำพึง ‘พี่สาวรุ่ยเซอ ข้าขอดูหน่อยว่าช่วงเจ็ดปีที่พวกเราไม่ได้เจอกันนั้นฝีมือของท่านพัฒนาไปถึงไหนแล้ว’

จากนั้นไม่นานทั้งสองก็เข้าไปในป่าลึกและหลังจากนั้นสักพักเสี่ยวเซอก็ส่งเสียงออกมาว่า “เจ้าอ้วนโจว เจ้าพร้อมหรือยัง?”

“ข้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย!” โจวเว่ยชิงก็ตอบกลับตามข้อตกลง ทันใดนั้นเขาก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากจุดเดิมนั้นขึ้นไปยังบนต้นไม้

“เริ่มได้” เสี่ยวเซอนั้นตะโกนออมาด้วยเสียงที่เฉยชา

เมื่อพวกเขาเริ่มทำการต่อสู้กันในป่าดารา อีกด้านหนึ่ง ซางกวนปิงเอ้อก็พบว่าโจวเว่ยชิงนั้นหายตัวไป

“เจ้าอ้วนโจวหายไปไหนกัน?” โจวเว่ยชิงนั้นมองหาโจวเว่ยชิงด้วยความกังวลใจ

จากนั้นหนึ่งในหัวหน้ากองร้อยก็พูดเบาๆว่า “ท่านบัญชาการกองพัน ข้าเห็นเขาและหัวหน้ากองร้อยเสี่ยวนั้นเดินออกไปด้วยกันก่อนหน้านี้ พวกเขามาจากกองพันเดียวกับท่าน มันคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”

สีหน้าของซางกวนปิงเอ้อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาปกติและตอบกลับว่า “เอาล่ะ ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร มันเป็นการดีที่จะได้สั่งสอนบทเรียนแก่เขา”

หัวหน้ากองร้อยนั้นยิ้มและไม่ได้พูดอะไร ซึ่งอย่างน้อยนายทหารนี้ก็รู้ว่าคำว่า ‘เขา’ ที่ซางกวนปิงเอ้อเอ่ยถึงนั้นไม่ได้หมายถึงโจวเว่ยชิง แต่เป็นเสี่ยวเซอต่างหาก

ในป่าดารา โจวเว่ยชิงนั้นรออยู่เงียบบนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยใบไม้และกิ่งก้านพร้อมกับธนูรุ่งอรุณสีม่วงในมือของเขา เขานั้นเหมือนกับเสือชีตาห์ที่กำลังรอเหยื่อ และพลังสวรรค์ภายในร่างกายก็ไหลเวียนอยู่อย่างเงียบๆ และอัญมณีสวรรค์ก็ปรากฎขึ้นมาที่ข้อมือของเขา พร้อมกับกงล้อหกสีก็ปรากฎขึ้นในสายตาของเขาและประสาทสัมผัสของเขาก็เพิ่มขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงทุกการเคลื่อนไหวรอบๆตัวของเขา

“เจ้าอ้วนโจว นี้เจ้ากำลังกลัวอยู่อย่างงั้นเหรอ?” ในตอนนี้ เสียงของเสี่ยวเซอที่ดังออกมานั้น เห็นได้ชัดเลยว่านางนั้นเข้ามาใกล้กว่าก่อนหน้านี้ พร้อมกับเสียงการเคลื่อนไหวของนางที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่าพุ่งมาด้วยความเร็วสูง

โจวเว่ยชิงนั้นไม่ได้โง่ขนาดที่จะตอบคำถามนั้นกลับและยังคงซุ่มเงียบรอโจมตีบนต้นไม้ จากนั้นกงล้อคุณสมบัติในตาของเขานั้นก็หมุนไปยังโซนสีดำซึ่งหมายถึงคุณสมบัติความมืดและทันใดนั้นกลิ่นอายของความมืดมนก็ได้แพร่ออกมาทั่วทั้งตัว เงาดำทั้ง 12 ก็ค่อยเคลื่อนที่ออกไปจากตัวเขาแพร่ไปยังต้นไม้และเลื่อยลงไปกลายเป็นเงา หากสังเกตดีๆแล้ว เขาจะพบว่าเงามืดนั้นเหมือกับเถาวัลย์ที่มีความหนาเท่าแขนของมนุษย์ แต่มันไม่ใช่สสารจริงๆและเคลื่อนที่ไปด้วยความเงียบและไร้เสียง

นี้คือผนึกเวทย์แรกที่โจวเว่ยชิงนั้นผนึกลงในอัญมณีธาตุอะเลกซานไดรต์ตาแมวซึ่งได้มาจากหนึ่งในสัตว์สวรรค์ความมือระดับปรมจารย์ซึ่งมีชื่อเวทย์นี้ว่า ‘สัมผัสแห่งความมืด’

ในตำหนักผนึกเวทย์ โจวเว่ยชิงนั้นพยายาที่จะลองผนึกเวทย์ของเขาซึ่งมันก็สำเร็จ อย่างไรก็ตามนั้น มันไม่เหมือนกับการตอนหลอมรวมศาสตราวุธกับอัญมณีกายซึ่งอาศัยเพียงแค่การหลอมรวมกันระหว่างคุณสมบัติความมืดและปีศาจเพื่อให้สำเร็จ เมื่อโจวเว่ยชิงนั้นเขาไปในกรงขังก็เห็นสัตว์สวรรค์ระดับปรมจารย์ที่ถูกผนึกนั้น เขานั้นแทบจะทนความกลัวนั้นไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วสัตว์สวรรค์ระดับปรมจารย์นั้นจะมีตัวใหญ่มากและปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา

เมื่อโจวเว่ยชิงนั้นพยายามที่จะผนึกเวทย์ของสัตว์สวรรค์ระดับปรมจารย์นั้น มันเกิดปรากฎการณ์ที่ต่างกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าทำไมการผนึกเวทย์ลงในอัญมณีธาตุนั้นมักจะผิดพลาดได้ง่ายกว่าก็เพราะสัตว์สวรรค์ที่ถูกผนึกและอ่อนแลแล้วนั้นก็ยังคงมีสติที่จะต่อต้านด้วยพลังทั้งหมดที่มี ซึ่งมันส่งผลต่อผู้ใช้อัญมณีสวรรค์และผู้ใช้อัญมณีธาตุที่พยายามที่จะดูดซับเวทย์ของพวกมันเข้าไปอยู่ในอัญมณีธาตุ แต่เมื่อโจวเว่ยชิงนั้พยายามที่จะผนึกเวทย์ของสัตว์อสูรระดับปรมจารย์นั้น ถ้าเป็นปกติแล้ว พลังภายในของสัตว์สวรรค์ระดับปรมจารย์นั้นคิดจะต่อต้านแล้ว มันง่ายมากที่จะทำให้เขานั้นกระเด็นออกไปอย่างง่ายดาย แต่ว่ามันกลับกลายเป็นว่าสัตว์สวรรค์ที่ถูกผนึกนั้นไม่คิดจะต่อต้านและยังร่วมมือกับเขาเพื่อผนึกเวทย์ด้วย ในขณะที่เขานั้นพยายามทำเช่นนี้กับสัตว์สวรรค์ระดับปรมจารย์ตัวอื่นๆ โจวเว่ยชิงก็รู้สึกได้ว่าจริงๆแล้วสัตว์สวรรค์นั้นกำลังสั่นกลัวเขาอยู่


ตอนก่อนหน้านี้ Sponsor ตอนต่อไป
ตอนก่อนหน้านี้ Direct ตอนต่อไป
Advertisements