HJC เล่ม 3 ตอนที่ 16.2

ตอนก่อนหน้านี้ Direct ตอนต่อไป
ตอนก่อนหน้านี้ Sponsor ตอนต่อไป

ตอนที่ 16 การแข่งขันทหารใหม่ (2)

“ทำไมมีทหารหนีทัพล่ะ?” มีหัวหน้ากองร้อยบางคนถามด้วยความสงสัย

ซางกวนปิงเอ้อและเสี่ยวเซอนั้นจำโจวเว่ยชิงได้ทันทีและเสี่ยวเซอก็ยิ้มและพูดว่า “โอ้วโย่ นั้นใช่เจ้าอ้วนโจวที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผู้บัญชาการกองพันไม่ใช่หรือนั้น เกิดอะไรขึ้นกับเขา? ทำไมเขาถึงหนี…. “

ก่อนที่เสี่ยวเซอนั้นจะพูดจบ หนีหน้าของหัวหน้ากองร้อยทั้งหมดก็เปลี่ยนไป มันเป็นเพราะว่าเมื่อโจวเว่ยชิงนั้นเริ่มวิ่ง ที่ด้านหลังของเขานั้นก็มีธนูมากมายนั้นพุ่งลงมาจากฟ้าตามหลังเขามาติดๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเขาคือเป้าหมายของลูกศรเหล่านั้น

โจวเว่ยชิงนั้นเหมือนกับว่ามีตาหลังเพราะเมื่อวิ่งไป 7-8 เมตร จู่เขาก็กระโดดกลิ้งไปข้างหน้า และรีบกลิ้งไปข้างๆซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เฉียบคมราวกับว่าเขาฝึกมานับพันครั้ง ลูกศรกว่า 30 ลูกที่เล็งมาที่เขานั้นยิงใส่พื้นที่ที่โจวเว่ยชิงนั้นเคยอยู่ก่อนจะวิ่งออกไป ซึ่งทำให้เขานั้นหลบมันได้เกือบหมด ซึ่งในขณะที่เขานั้นกลิ้งตัวอยู่ เขาก็ได้ยิงแต่เสียงของลูกศรที่พุ่งลงใส่พื้น “ฟิ้ว ตุบ” และไม่มีลูกศรสักลูกที่จะยิงโดนเขา

เสี่ยวเซอพูดด้วยความตกใจ “นี้เจ้าบ้านั้นทำอะไรถึงได้โดนสวรรค์ลงทัณฑ์คนล โทษแบบนั้นล่ะ*? แล้วทำไมเขาถึงตกเป็นเป้าของการระดมยิง? “

[ผู้แปล : 天怒人怨 ใครพอจะมีสุภาษิตที่มีความหมายว่า “ทำไมคนถึงโกรธเช่นนั้นล่ะ” บางไหมครับ หรือจะใช้แบบนี้?]

นักธนูจากกองพันที่ 1 และ 2 ซึ่งเล็งเป้าที่โจวเว่ยชิงก่อนหน้านี้ล้วนเป็นคนที่มีความสามารถของทั้งสองกองพัน ซึ่งการระดมยิงนี้ทำให้คนที่เหลือจากกองพันที่ 3 และ 4 นั้นยืดเวลาตายของตัวเองออกไป และนี้เป็นรอบแรกที่พวกเขานั้นสูญเสียคนน้อยกว่าฝ่ายตรงข้าม

โจวเว่ยชิงนั้นกลิ้งต่อไปประมาณ 3 – 4 เมตรก่อนจะกระเก้งจากพื้นและเขานั้นเห็นเพียงแค่หญ้าที่เท้าบนพื้นก่อนจะกระโดดขึ้นมาพร้อมกับเสียง “ฟิ้ว” ของลูกศรที่ยิงออกไปจากธนูรุ่งอรุณสีม่วง

เนื่องจากการวิ่งและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทำให้เขานั้นเป็นจนสนใจแก่นายทหารที่เขามาชมการแข่งขัน ในตอนนี้เอง พวกเขาทั้งหมดนั้นต้องการรู้ว่าเขานั้นยิงได้แม่นยำแค่ไหน เนื่องจากว่ามันเป็นการกระโดดยิงซึ่งยากในการเล็ง โดยเฉพาะเมื่อเขานั้นมีเวลาที่เล็งนั้นน้อยมาก ซึ่งเหตุผลที่เขากระโดดนั้นก็เพื่อไม่ไหวยิงโดนทหารฝ่ายเขาที่อยู่ข้างหน้า

ฟิ้ว มันแทบจะเป็นช่วยเวลาเดียวกับที่โจวเว่ยชิงนั้นดึงคันธนูรุ่งอรุณสีม่วง ทหารฝ่ายตรงข้ามก็สลบลงไป หัวหน้ากองร้อยมองหน้ากันด้วยความงง หลายคนนั้นเคยมีประสบการณ์ในการยิงธนมาก่อน พวกเขานั้นรู้ว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ พวกเขาอาจจะไม่สามารถทำได้ดีกว่าเขาแน่ๆ

หัวหน้ากองร้อยที่ควบคุมกองพันที่ 1 และ 2 ซึ่งมีประสบการณ์เหมือนรู้ถึงความสามารถของโจวเว่ยชิง พวกเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายอีกครั้ง โดยสั่งให้ยิงไปที่ทหารที่เหลือของกองที่ 3 และ 4 มันเป็นวิธีคนที่ง่ายมา ในเมื่อโจวเว่ยชิงนั้นยิงแม่นยำ พวกเขาก็แค่กำจัดคนอื่นให้หมดก่อนแล้วเหลือเขาเพียงคนเดียวให้เป็นเป้าของคนทุกคน

ทันใดนั้นความโชคร้ายก็มาเยือนแก่ทหารใหม่ของกองพันที่ 3 และ 4 เหมือนว่าพวกเขานั้นได้รับการกระตุ้นจากความสามารถของโจวเว่ยชิงทำให้นักธนูของกองพันที่ 1 และ 2 นั้นยิงได้อย่างแม่นยำขึ้น ซึ่งเดิมนั้นกองพันที่ 3 และ 4 นั้นเหลือคนอยู่ 70 คน และหลังจากการระดมยิงครั้งนี้ 40 กว่าคนต้องออกไปจากการแข่งขัน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นเหลือถึง 80 คน ซึ่งมันเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของทั้งสองฝ่าย

โจวเว่ยชิงนั้นเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่สนใจเขาแล้ว เขาจึงใช้เวลานี้ในการยิงให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม หัวหน้ากองร้อยที่ควบคุมกองพันที่ 1 และ 2 นั้นก็คิดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า แม้ว่าโจวเว่ยชิงนั้นจะยิงได้แม่นยำแค่ไหน แต่เขาก็มีเพียงแค่คนเดียว เมื่อเวลาผ่านไป กองพันที่ 3 และ 4นั้นก็เหลือเพียงแค่โจวเว่ยชิงเพียงคนเดียว ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นยังเหลืออีก 50 คน

“ไอ้ สา….!” เมื่อมองฝนลูกศรที่พุ่งมาจากท้องฟ้าและพุ่งเข้าในเขา โจวเว่ยชิงก็วิ่งด้วยความรู้สึกที่มืดมนในใจ! ความแตกต่างระหว่างจำนวนของทั้งสองฝ่ายนั้นมากเหลือเกิน เขานั้นจัดการคนไปถึง 16 ถึง 17 คนด้วยตัวเอง แต่พวกนั้นยังเหลืออีก 50 คน มันเป็นไปได้ยังไงนี้?

หัวหน้ากองร้อยที่หนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา “ไล่ตามไปและยิงมันให้ได้! ใครก็ตามที่ยิงเจ้าบ้านั้นได้ ข้าจะให้เจ้านั้นได้รับฉายาว่าเป็นนักธนูที่เก่งกาจที่สุดในวันนี้”

ในตอนนี้เอง โจวเว่ยชิงนั้นไม่มีทหารใหม่คนอื่นมาคุ้มกันเขาแล้วทำให้สถานการณ์ในตอนนี้อันตรายยิ่งขึ้น จำนวนลูกศรที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้านั้นแทบจะครอบคลุมทั้งสนามรบซึ่งดูเหมือนกับการยิงปื้นใหญ่ และมันทำให้เขานั้นหลบยากกว่าก่อนหน้านี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความแข่งแกร่งของร่างกายโจวเว่ยชิงหลังจากที่อัญมณีสวรรค์นั้นตื่นขึ้นมา และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้อัญมณีสวรรค์เลย ความเร็วและพละกำลังของเขานั้นก็มากกว่าทหารทั่วไป ในขณะที่วิ่งนั้นเขาก็เปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆโดยพยายามที่จะไม่ให้อีกฝ่ายนั้นจับทิศทางที่เขาจะวิ่งไปได้ อย่างไรก็ตาม ทหารของกองพันที่ 1 และ 2 นั้นก็วิ่งตามเขา ซึ่งในขณะที่ตามนั้นพวกเขาก็ต้องหยุดเพื่อยิงออกไป หลังจากที่โจวเว่ยชิงนั้นหลบและวิ่งด้วยความยากลำบากของการระดมยิงถึงสองรอบ ระยะห่างของพวกเขานั้นก็ห่างกันกว่า 300 หลา ซึ่งเป็นระยะที่เกินกว่าทหารที่มีพรสวรรค์พวกนั้นจะยิงได้แม่นยำ ซึ่งทำให้พวกเขานั้นยิงได้แต่ยิงขึ้นไปบนฟ้าไปบริเวณที่โจวเว่ยชิงนั้อยู่

โจวเว่ยชิงจึงใช้โอกาสนี้พักหายใจและหันกลับไปยิงและวิ่งไปด้วย ซึ่งเขานั้นจัดการศัตรูไปได้อีก 7- 8 คน

“นี้เขาใช้วิธียิงแล้วหนีอย่างงั้นเหรอ*? ทหารใหม่นี้ช่างแข็งแกร่งจริงๆ หัวหน้ากองร้อยเสี่ยว ท่านพูดก่อนหน้านี้ว่าเขาคือผู้ช่วยส่วนตัวของผู้บัญชากการกองพันใช่ไหม? ช่างเป็นนายทหารที่เก่งจริงๆ! “ หนึ่งในหัวหน้ากองร้อยที่ยืนอยู่ข้างซางกวนปิงเอ้อกล่าวชมขึ้นมา [ผู้แปล : อันนี้ถามคนที่มีความรู้ทางจีนหน่อยว่า 放風箏 ซึ่งถ้าแปลแต่ละคำมันหมายความว่า วิ่งเล่นว่าว แล้วมันมีความหมายอื่นๆไหม แต่ผมอ่านเนื้อเรื่องแล้วมันพูดถึงการยิงแบบ Hit and Run เลยไม่แน่ใจว่ามีความหมายอื่นไหมนะครับ ผมจึงเลือกแปลตามนี้ไปก่อน]

การยิงแล้วหนีนั้นเป็นเทคนิคสำหรับนักธนูที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะใช้เมื่อต่อสู้กับหน่วยที่โจมตีระยะประชิด โดยใช้ความได้เปรียบเรื่องระยะการยิงธนูและไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นโจมตีพวกเราได้ อย่างไรก็ตามโจวเว่ยชิงนั้นก็ใช้ความได้เปรียบด้านพละกำลังและพลังของธนูรุ่งอรุณสีม่วงที่เหนือกว่า จึงเลือกใช้วิธีนี้ในการจัดการกับนักธนูฝ่ายตรงข้ามและทำให้ทหารอาวุโสนั้นประทับใจและชื่นชม

หนึ่งในหัวหน้ากองร้อยของกองพันธนูที่ 1 ก็อดพูดไม่ได้ว่า “บัญชาการกองพันซางกวนปิงเอ้อ ท่านช่วยยกน้องชายนี้ให้กับพวกเราได้หรือไม่? ด้วยความสามารถของน้องชายคนนี้อย่างว่าแต่หัวหน้าหมู่เลย เขาสามารถที่จะเป็นรองหัวหน้ากองร้อยก็ได้”

ซางกวนปิงเอ้อก็ยิ้มกลุ้มกลิ่ม และคิดในใจว่า ‘เจ้าอ้วนโจวนั้นเป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์ จะให้เขานั้นเป็นรองหัวหน้ากองร้อยของเจ้า ตราบใดที่ข้ารายงานไปยังเบื้องบน เขาก็มีความสามารถพอที่จะเป็นรองหัวหน้าของข้าได้’

“สุภาพชนไม่แย่งของรักของผู้อื่น หัวหน้ากองร้อยหลี ข้าไม่สามารถที่จะตกลงเช่นนั้นได้”

[ผู้แปล : 君子不夺人所爱 – นั้นเป็นสำนวนที่มีความหมายว่าเธอนั้นจะไม่ยอมยกเขาให้ใคร ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าเธอนั้นจะรักโจวเว่ยชิงแต่ประการใด]

เสี่ยวเซอยิ้มอยู่ข้างก่อนจะพูดว่า “โอ้ว งั้นก็หมายความว่าหัวหน้ากองร้อยนั้นตกหลุมรักกับเขาอย่างงั้นเหรอ?”

ท่าทางของซางกวนปิงเอ้อนั้นก็เย็นชาและ “หัวหน้ากองร้อยเสี่ยว โปรดระวังคำพูดของท่านด้วย”

หัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆนั้นรู้เรื่องราวบาดหมางระหว่างซางกวนปิงเอ้อและเสี่ยวเซอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พูดอะไรแซงขึ้นมา ตอนนั้นเองหัวหน้ากองร้อยหลีจากกองพันที่ 1 ก็พูดด้วยความสงสัย “เจ้าอ้วนโจวกำลังทำอะไรอยู่นั้น? เจ้านั้นวิ่งจะไปถึงป่าเพื่อหาที่กำยังอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงหันกลับมาล่ะ? “

ในขณะที่หัวหน้ากองร้อยหลีพูดนั้น โจวเว่ยชิงที่หนีไปจนพ้นแล้วนั้นก็กลับหันหลังพุ่งเข้าใส่กองพันที่ 1 และ 2 ที่มีอยู่กัน 40 คนอย่างไม่คาดคิด

คนอื่นนั้นไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เสี่ยวเซอนั้นเข้าใจสถานการณ์ในทันที “ลูกศรของเขาหมดแล้ว!”


ตอนก่อนหน้านี้ Sponsor ตอนต่อไป
ตอนก่อนหน้านี้ Direct ตอนต่อไป