HJC เล่ม 2 ตอนที่ 9.1

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 9 ธนูรุ่งอรุณสีม่วง (1)

“ครับผม” เหมาหลี่นั้นเดินไปยังที่นั่งของเขาซึ่งอยู่ขวามือของซางกวน ปิงเอ้อและนั่งลง

เมื่อมองไปรอบๆโจว เว่ยชิงก็ตระหนักได้ทันทีว่าหัวหน้ากองร้อยเหมาลี่นั้นไม่ได้ชื่นชอบหัวหน้ากองร้อยหนุ่มอีกคนเท่าไหร่ ซึ่งหัวหน้าเหมาหลี่นั้นแทบจะไม่สบตาหนุ่มนั้นเลยแม้แต่น้อย และนั่งลงในที่นั่งของเขาเพียงอย่างเดียว

ซางกวน ปิงเอ้อและโจว เว่ยชิงมองสบตากัน ก่อนที่เขาจะยักคิ้วเล็กๆให้เธอซึ่งมันดูเป็นธรรมชาติสำหรับคนทั่วไปซึ่งหลายคนที่อยู่ในนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ว่าซางกวน ปิงเอ้อนั้นเป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์และที่สำคัญเธอนั้นยังเป็นนักธนูด้วยซึ่งการกระทำของโจว เว่ยชิงนั้นจึงไม่สามารถเล็ดลอดสายตายของเธอไปได้ นอกจากนี้เธอนั้นยังเข้าใจตัวโจว เว่ยชิงเป็นอย่างดี เธอจึงส่งสายตาอันดุดันก้าวร้าวของเธอ ซึ่งในบางครั้งเธอก็คิดว่าต้องสั่งสอนเจ้าบ้านี้จริงๆซักครั้ง

“เจ้าอ้วนโจว เจ้ามายืนข้างหลังข้านี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็นผู้ช่วยส่วนของข้า” เธอนั้นออกคำสั่งด้วยความสงบนิ่งก่อนที่จะมองไปยังโจว เว่ยชิงอีกครั้ง

“รับทราบ ครับผม”โจว เว่ยชิงนั้นพูดด้วยความเชื่อฟัง ก่อนที่จะเดินไปอยู่ข้างหลังซางกวน ปิงเอ้อ มันจะเป็นเรื่องที่เขานั้นได้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเธอ นอกจากจะสะดวกในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของผู้ใช้อัญมณีสวรรค์แล้ว เขายังมีเวลาอยู่ด้วยกันกับเธอมากขึ้นอีกด้วย นั้นทำให้โจว เว่ยชิงนั้นรู้สึกพอใจอย่างมาก โชคดีที่เขานั้นไม่แสดงท่าทางดีอกดีใจจนออกนอกหน้าต่อคนจำนวนมากเช่นนี้ แต่สายตาของเขานั้นก็ยังแสดงออกมาถึงความสุขของเขา

“เดี๋ยวก่อน!” ในตอนนั้นก็มีเสียงที่แสดงความไม่พอใจดังออกมา แต่โจว เว่ยชิงนั้นก็ต้องยอมรับว่าเสียงนี้นั้นชัดเจน และไพเราะอย่างมากซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเสียงของหัวหน้ากองร้อยหนุ่มนั้น

“มีอะไรอย่างงั้นหรือ? ท่านมีข้อสงสัยอะไร หัวหน้ากองร้อยเสี่ยว?” ซางกวน ปิงเอ้อหันไปทางเขาด้วยสายตาที่ดุดันก่อนจะหายไปและสงบนิ่งเช่นเดิม

หนุ่มหล่อหัวหน้ากองร้อยเสี่ยวนั้นพยักหน้าเล็กน้อยโดยที่ไม่ซ่อนสีหน้าที่ไม่พอใจของเขาก่อนที่จะมองยังซางกวน ปิงเอ้อและกล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการกองพันด้วยตำแหน่งของคุณนั้นควรจะมีทหารผู้ช่วยส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยของคุณนั้นไม่ควรแค่สามารถจะแค่จักการกับธุระของท่านได้ในแต่ละวัน แต่ด้วยจะสามารถที่จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ปกป้องท่านได้ด้วย เจ้าอ้วนโจวนี้เป็นเพียงแค่ทหารที่พึงสมัครเข้ามาใหม่ ท่านไม่คิดเหรอว่ามันจะเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่ไปสำหรับนายทหารนี้?”

ซางกวน ปิงเอ้อนั้นรักษาความเยือกเย็นของเธอไว้อย่างง่ายดายตราบเท่าที่เธอนั้นไม่มองโจว เว่ยชิงก็ยิ้มออกมาและตอบกลับ “หัวหน้ากองร้อยเสี่ยว คุณคิดจริงๆเหรอว่าข้าต้องการการปกป้องจากผู้ช่วยของข้า? ถ้าเช่นนั้นแล้วคุณคิดว่าใครเหมาะสมที่จะหน้าที่นี้? “

โจว เว่ยชิงนั้นหยุดฝีเท้าของเขาทันทีที่หัวหน้ากองร้อยเสี่ยวนั้นพูดขึ้นมาและด้วยลางสังหรณ์และการสังเกตุ มันแน่ชัดว่าหัวหน้ากองร้อยเสี่ยวนั้นมองซางกวน ปิงเอ้อด้วยความเลื่อมใส โจว เว่ยชิงนั้นได้แต่แอบนินทาหัวหน้ากองร้อยเสียวในใจ “ทำไมเจ้านี้ถือมีหน้าที่หล่อเหล่ายังกับผู้ชายขายน้ำเช่นนี้? พวกหน้าตาหล่ออย่างนี้จะต้องคิดไม่ดีแน่ๆ ซึ่งข้าเห็นเจ้านี้ข้าบอกได้เลยว่าเจ้านี้ต้องคิดบางอย่างไม่ดีแน่ๆ”

เดิมทีนั้นโจว เว่ยชิงนั้นไม่มีความหวังเลยว่าซางกวน ปิงเอ้อจะสามารถลงเอยกับเขาได้ แต่เมื่อเขาได้เป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์ และเหตุการณ์ในคืนนั้น เขานั้นอาจจะกล่าวได้ว่าโจว เว่ยชิงและเจ้าอ้วนโจวนั้นมีสิทธิ์ที่จะบอกว่าซางกวน ปิงเอ้อเป็นภรรยาของเขา แน่นอนว่าด้วยแผนกลอุบายต่างนั้นไม่ควรที่จะมีในสมองของเด็กอายุ 13 ปีนี้นั้นจึงทำให้เขาไม่แสดงความรู้สึกออกมาโดยทันที

เมื่อได้ยินคำถามจากซางกวน ปิงเอ้อ หัวหน้ากองร้อยเสี่ยวจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “แน่นอนว่าด้วยความสามารถของผู้บัญชาการกองพันนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากผู้ช่วยของท่าน แต่เจ้าหน้าใหม่นี้จะยิงธนูได้อย่างงั้นเหรอ? และเมื่อเจ้านี้เข้าไปในสนามรบ มันจะไม่เป็นการเสียหน้าของท่านอย่างงั้นเหรอ? นอกจากนี้แม้ว่าท่านจะไม่ต้องการการปกป้องจากผู้ช่วยของท่าน แต่เขานั้นก็ต้องตาม่านไปในสนามรบด้วย ข้าเสี่ยว ซี่ ยินดีที่จะลาออกจากการเป็นหัวหน้ากองร้อยเพื่อติดตามทัน และสาบานว่าจะต่อสู้และปกป้องท่านผู้บัญชาการจนตัวตาย”

คำพูดของหัวหน้ากองร้อยเสี่ยวนั้นช่างให้ความรู้สึกที่ชอบธรรมและด้วยท่าทางที่ไม่กลัวตายของเขานั้นเกือบจะทำให้โจว เว่ยชิงนั้นคล้อยตามไปด้วย แต่ในใจเขาก็บ่นว่า “นี้มันเป็นการแสดงใช่ไหมนี้ ไม่คิดห่วงชีวิตตัวเองบ้างหรือไง?”

ซางกวน ปิงเอ้อกล่าวด้วยรอยยิ้มที่น่ารัก “ข้าขอบคุณในความหวังดีของท่านหัวหน้ากองร้อยเสี่ยว แต่ท่านนั้นเป็นเสาหลักของกองพันที่ 3 ของพวกเรา จะให้ข้าลดตำแหน่งท่านมาเป็นผู้ช่วยข้าได้อย่างไร? แล้วสำหรับเจ้าอ้วนโจวนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นทหารใหม่ แต่ข้าได้ทำการทดสอบเขาไม่กี่วันก่อนหน้านี้ และเป็นว่าเขามีความสามารถที่น่าจะทำการฝึกฝน นอกจากนี้เขายังเคยฝึกยิงธนูมาก่อน ดังนั้นเขาจึงมีความสามารถพอที่จะเป็นผู้ช่วยของข้าได้”

เสี่ยว ซี่ขมวดคิ้วก่อนกล่าวว่า “ท่านผู้บัญชาการกองพัน ท่านทำอย่างนี้ได้หรือไม่? ให้เจ้าอ้วนโจวนั้นแสดงความสามารถให้พวกเราได้เห็น ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้พวกเรานั้นสบายใจ”

ซางกวน ปิงเอ้อยังคงแสดงท่าทางไม่สะทกสะท้าน หันหน้าไปหาเสี่ยว ซี่โดยไม่ถือยศของเธอ “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะทำตามคำขอของท่านหัวหน้าเสี่ยว แต่ท่านหัวหน้ากองร้อยเสี่ยว ท่านมีแผนจะทดสอบความสามารถของผู้ช่วยข้าอย่างไรบ้าง? “ ซางกวน ปิงเอ้อนั้นยังคงรักษาท่าทางของเธอไว้ไม่แสดงความคิดในใจของเธอออกมา เพราะว่ากองพันที่ 3 แม้ว่าเธอนั้นจะเป็นผู้บัญชาการกองพันแต่หัวหน้าเสี่ยวนั้นก็มีอิทธิพลต่อกองพันนี้มากกว่าเธอ แม้ว่าตำแหน่งขุนนางของเขานั้นจะด้อยกว่าเธอ แต่เขาก็มีอิทธิพลจากครอบครัวของเธอที่ซางกวน ปิงเอ้อนั้นไม่สามารถที่จะละเลยได้

เสี่ยว ซี่ยืนขึ้นและหยิบคันธนูของเขาตรงข้างที่นั่งอย่างรวดเร็ว คันธนูของเขานั้นเหมือนกับของซางกวน ปิงเอ้อซึ่งมีสีม่วงทั้งชิ้น และโจว เว่ยชิงนั้นก็รู้ถึงคุณภาพพของวัสดุชิ้นนี้เป็นอย่างดี

ไม้จากต้นดาราในป่าดาราซึ่งจะสามารถสร้างเป็นคันธนูได้ก็ต้องมีอายุอย่างน้อยสิบปี แต่ไม้ที่จะใช้ในกองทัพส่วนใหญ่จะต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี จึงจะทำให้ไม้นั้นมีความแข็งแกร่งมากพอ ซึ่งคันธนูสีม่วงนี้ของเสี่ยว ซี่และซางกวน ปิงเอ้อที่ใช้นั้นก็เป็นไม้จากต้นดาราแต่มันเป็นไม้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี

โดยทั่วไปไม้จากต้นดารานั้นจะมีสีแดงเข้ม แต่เมื่อมันมีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วสีของมันจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มและมีรอยขนวัวติดอยู่ และหากสังเกตุดีๆจะเห็นจุดสีทองเล็กๆด้วย นี้นั้นเป็นหนึ่งในชื่อเล่นของไม้ชนิดนี้ สำหรับไม้ดาราที่มีอายุมากกว่า 100 ปีนั้นคือ ขนวัวสีทอง [TL : ต้นฉบับ ENG คือ Ox Hair Venus/ซึ่งผมก็หาต้นฉบับจีนไม่ได้ด้วยใครมีไอเดียวอะไรบอกได้นะครับ]

เมื่อไม้ดารานั้นมีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วจะทำให้คุณภาพของไม้นั้นเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งหรือความเหนียวของตัวไม้ คันธนูที่สร้างโดยไม้ดาราที่มีอายุกว่า 100 ปีนั้นจะต้านแรงดึงอย่างน้อยสามเท่าของคันธนูทั่วไปและใช้แรงดึงกว่า 100 กิโลกรัมในการดึงจนสุด ซึ่งยิงนั้นไกลมากๆและระยะหวังผลนั้นไกลถึง 500 หลา ซึ่งถ้าหากใช้พลังสวรรค์ด้วยละก็ ระยะหวังผลก็จะไกลขึ้นไปอีก ดังนั้นคันธนูนี้จะรู้จักกันในนาม ธนูรุ่งอรุณสีม่วงซึ่งมีราคาอย่างน้อยหนึ่งร้อยเหรียญทองและมากขึ้นตามคุณภาพ คันธนูนี้ไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้ากองร้อยทั่วไปจะสามารถใช้กันได้ แม้ว่าจักรวรรดิธนูสวรรค์ นั้นจะมีชื่อเสียงในเรื่องของคันธนูและนักธนู แต่มันก็เป็นคันธนูที่หาได้ยากจึงอนุญาติให้ใช้เฉพาะผู้บัญชาการกองพัน

เสี่ยว ซี่หยิบธนูรุ่งอรุณสีม่วงและเดินไปต่อหน้าโจว เว่ยชิงและยิ้มเล็กให้ก่อนจะพูดว่า “เจ้าอ้วนโจวใช่ไหม ตราบใดที่เจ้านั้นสามารถที่จะดึงธนูรุ่งอรุณสีม่วงนี้ได้ นั้นแสดงว่าเจ้านั้นมีคุณสมบัติพอสำหรับการเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกองพัน เอาเลย เจ้าลองดู ใช้แรงของเจ้าทั้งหมดที่มีแต่ระวังด้วยละ อย่าทำให้เบ่งจนกางเกงของเจ้าเปียกล่ะ “

คำพูดของเสี่ยว ซี่ทำให้พวก “หัวหน้าหมู่ไร้ขนนก” หัวเราะออกมา โดยเฉพาะหัวหน้าหมู่ใต้บังคับบัญชาของเขานั้นเสียงดังกว่าสองเท่าโดยไม่เห็นหัวซางกวน ปิงเอ้อที่นั่งอยู่เลยแม้แต่น้อย


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป

Advertisements