HJC เล่ม 1 ตอนที่ 7.2

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


บทที่ 7 คำสัญญา 3 ประการ (2)

ชางกวน บิงเอ้อผลักโจว เว่ยชิงออกไปและเดินตรงไปยังประตูทางเข้าของเต็นท์เพื่อที่จะเป็นผ้าใบที่ปิดออกเพื่อให้อากาศนั้นไหลเข้ามา ก่อนที่เธอนั้นสูดหายใจเข้าเพื่อที่จะสงบสติอารมณ์ของตัวเอง

หลังจากที่เธอนั้นได้พักรักษาตัวมา 1 วันด้วยพลังสวรรค์ ทำให้อาการบาดเจ็บและอ่อนเพลียของเธอนั้นหายเกือบจะสนิทแล้ว แต่ว่าบาดแผลทางจิตใจนั้นไม่สามารถที่รักษาได้ง่ายๆ เหมือนบาดแผลทางร่างกาย หลังจากที่เธอนั้นคิดถึงเรื่องราวต่างๆมาทั้งวัน ในที่สุดเธอก็ใช้เหตุผลมาเหนืออารมณ์โกรธของเธอ ก่อนที่จะตัดสินใจมาหาโจว เว่ยชิง

“เจ้าอ้วนโจว” เธอนั้นปิดผ้าใบก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับโจว เว่ยชิง

“ครับผม!!” เมื่อได้ยินเธอเรียกโจว เว่ยชิง เขาจึงตอบกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้มหน้าเหมือนกับลูกหมาที่ทำความผิดมา

ชางกวน บิงเอ้อหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “จำไว้ด้วยว่า เรื่องเมื่อวานนั้นไม่เคยเกิดขึ้น ถ้าข้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วละก็ เจ้าเตรียมตัวเตรียมใจกับผลที่ตามมาได้เลย … “

“เอ๋?” โจว เว่ยชิงนั้นเบิกตากล้างขึ้นมามองที่เธอ ในตอนนั้นเองเขาแสดงท่าทีเชื่อฟังคำสั่งของเธออย่างไม่ขัดขืนแต่ว่าในใจของเขานั้นจะไม่อยากลืมก็ตาม เขานั้นรู้ว่าชางกวน บิงเอ้อนั้นไม่ตั้งใจที่จะสังหารเขาแล้ว และเมื่อมองความสวยของเธอตอนนี้มันทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ใจของเขานั้นรุ่มร้อนขึ้นมา

“เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดชันเจนไหม?” ชางกวน บิงเอ้อพูดด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงและจริงจัง

“ข้าได้ยินแล้วครับ … ได้ยินอย่างชัดเจนเลยครับ แต่ท่านบัญชาการกองพันขะ … ข้า …” โจว เว่ยชิงหยุดพูดเพราะความลังเล

“มีอะไรบอกมา ทำไมต้องบ่นพึมพำอย่างนั้น? ถ้าเจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมา” ชางกวน บิงเอ้อนั้นถามด้วยความโมโหก่อนที่จะเตะเจ้าอ้วนโจวไปหนึ่งที

โจว เว่ยชิงส่ายหัวทันที “ข้าไม่พูดดีกว่า ข้ากลัวว่าท่านจะลงไม้ลงมือกับข้าอีก”

“พูดออกมา ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเจ้า “ ด้วยความสงสัยและด้วยวัยเพียง 15 ปีของชางกวน บิงเอ้อ แม้ว่าเธอจะยังโกรธโจว เว่ยชิงอยู่ก็ตาม แต่เธอนั้นก็ยังอยากจะรู้ว่าเขานั้นต้องการจะพูดอะไร

โจว เว่ยชิงนั้นแอบมองไปที่เธอพร้อมกับพูดเสียงเบาๆว่า “คุณจะไม่ตีผมจริงๆนะ?”

“นี้เจ้าจะพูดออกมาไหม?” ชางกวน บิงเอ้อแสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมา

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพูดแล้วนะ ตกลงไหม?” โจว เว่ยชิงนั้นแสดงสีหน้าเจ็บปวดราวกับว่าเขาเป็นผู้เสียหายในคืนนั้นเสียเอง “ท่านผู้บัญชาการกองพัน มันก็เป็นครั้งแรกสำหรับข้า ท่านจะให้ข้าลืมเหตุการณ์เมื่อคืนได้อย่างไร ถึงแม้ว่าท่านไม่อยากให้ข้ารับผิดชอบในสิ่งที่ได้ทำลงไป ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ แต่เรื่องนี้ข้าเองคงจะไม่สามารถช่วยท่านได้ เพราะมันเป็นความทรงจำที่มีค่าสำหรับข้า ท่านผู้บัญชาการกองพัน ได้โปรดอย่ามองข้าแบบนั้น มันทำให้ข้ากลัว ข้าแค่อยากบอกความจริงกับท่าน อ๊ากกกก! ช่วยข้าด้วย! มีคนกำลังจะฆ่าข้า! “

ชางกวน บิงเอ้อนั้นสงสัยอยู่แล้วว่าคนกะล่อนอย่างเจ้าอ้วนโจวคงจะไม่พูดอะไรดีๆออกมาแน่ๆ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ ซึ่งมันทำให้เธอโกรธขึ้นมากว่าเดิมจนเธอนั้นทนไม่ไหวแล้วหยิกเอวของเขาแบบเต็มแรง จนเจ้าอ้วนโจวนั้นร้องเสียงหลงราวกับว่าเป็นหมูที่กำลังจะขึ้นเขียง

ชางกวน บิงเอ้อนั้นเอามืออุดปากเจ้าอ้วนโจวไว้เพราะเธอนั้นไม่ต้องการให้ลูกน้องคนอื่นๆนั้นรู้ว่าเธอนั้นอยู่ในเต็นท์ของเจ้าบ้านี้กลางดึกเช่นนี้

“ถ้าเจ้ายังพูดอะไรพล่อยๆออกมาอีกละก็ ข้าจะตัดไอ้นั้นของเจ้าทิ้งซะ!” ชางกวน บิงเอ้อนั้นรู้สึกทั้งอายและโกรธจนสุดท้ายแล้ว เธอจึงขู่เขาเพื่อไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป

โจว เว่ยชิงจึงเงียบทันทีพร้อมกับกุมมือไว้ตรงนั้นและมองชางกวน บิงเอ้อด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว ตอนนี้เขากลัวคำขู่ของเธอขึ้นมาจริงๆแล้ว

“จะ..เจ้า นั่งลงเดี๋ยวนี้” ชางกวน บิงเอ้อนั้นรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้เอาดาบติดตัวเธอมา ไม่งั้นแล้วเจ้ากะล่อนคงจะไม่สามารถมีลมหายใจมาต่อล้อต่อเถียงกับเธอแบบนี้แน่

ตอนนี้โจว เว่ยชิงปฎิบัติตัวอย่างเคร่งครัดโดยนั่งลงบนเตียงตามคำสั่งของเธอ แม้ว่าเขาจะชอบมองเธอเวลาโกรธโดยแกล้งเธอก็ตาม แต่โจว เว่ยชิงก็รู้ว่าไม่ควรแหย่เธอมากจนเกินไป นอกจากนี้พวกเขายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกมากเมื่ออยู่ในกองทัพแห่งนี้ เขานั้นรู้สึกสนุกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพแห่งนี้ซะแล้วสิ

“เจ้าอ้วนโจว ข้าขอถามเจ้าอย่างหนึ่ง เจ้ารู้อะไรบางเกี่ยวกับผู้ใช้อัญมณีสวรรค์?” ชางกวน บิงเอ้อนั้นนั่งไขว่ห้างที่ปลายเตียงนอนโดยรักษษระยะห่างระหว่างเธอกับเจ้าอ้วนโจวไว้

“อะ … เอ่อ … โดยทั่วไปแล้วก็มีเพียงแค่สิ่งที่คุณบอกข้าเมื่อวานนี้.” โจว เว่ยชิงนั้นตอบกลับอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

*ปึก* เสียงตำราที่ถูกโยนมากที่เขา โจว เว่ยชิงรับมันมาก่อนที่จะพบว่ามันคือตำราวิชาเทพอมตะ

“บอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมื่อวานข้ามา? วันนั้นข้านั้นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังสวรรค์ในตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่ทำไมจู่ๆอัญมณีสวรรค์ของเจ้าถึงตื่นขึ้นในตอนกลางดึกนั้น และนอกจากนั้นแล้วถึงมีคุณสมบัติหลายชนิดขนาดนั้น อย่าบอกข้านะว่าเพราะเจ้านั้นเรียนวิชาเทพอมตะนี้นะ เพราะว่าวิชานี้นะ มันเกือบจะเป็นการฆ่าตัวตายดีๆนี้เอง แม้ว่ามันจะมีอยู่ไม่มาก ถึงแม้ว่าเจ้าจะโชคดีฝึกวิชานี้ได้สำเร้จ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะกระโดดจากคนที่ไม่เคยฝึกพลังสวรรค์กลายเป็นพลังสวรรค์ขั้น 4″

โจว เว่ยชิงจึงกล่าวว่า “มันอาจจะเป็นเพราะมุกสีดำที่ข้าในเคยกลืนเข้าไป ก่อนที่ผมจะเข้ามาสมัครทหาร ตอนที่ข้ากำลังเดินเล่นแถวป่าดารา หลังจากที่ข้าเหนื่อย ข้าก็พล่อยหลังไป ใครจะรู้ว่าจู่ๆท้องฟ้าก็มืดลง และตัวข้านั้นรู้สึกว่าไม่สามารถขยับตัวได้ จากนั้นท้องฟ้าก็ถูกแยกออก และมุกดำที่ถูกล้อมรอบไปด้วยออร่าสีเขียว น้ำเงิน และสีเงินก็ลอยออกมาจากรอยแยกแล้วลอยเข้ามาในปากของข้า ซึ่งตอนนั้นข้ารู้สึกหนาวไปทั่วทั้งร่างก่อนที่จะสลบไป ซึ่งเมื่อผมตื่นขึ้นมา ก็ไม่เห็นว่าร่างกายของผมนั้นผิดปกติอะไรไปจากเดิมจึงกลับมาที่เมือง ซึ่งตอนที่มาถึงเมืองนั้น ข้าก็เห็นว่ามีการรับสมัครทหารอยู่ ข้าจึงเข้าร่วมสมัครด้วย ในคืนที่ผ่านมานั้นข้าลองฝึกวิชาวิชาเทพอมตะ โดยลองทะลวงจุดตายที่ไหปลาร้าและพยายามทำให้มันสำเร็จ แต่ทันใดนั้นเองข้าก็รู้สึกชาไปทั้งตัวและขยับอะไรไม่ได้เลย จากนั้นก็มีกระแสไอเย็นนั้นระเบิดออกมาจากดันเถียนของข้า จนทำให้ข้านั้นเหมือนเห็นเสือประหลาดก่อนที่จะหมดสติไป หลังจากนั้นข้าก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้อีก เมื่อข้าตื่นขึ้นมา ข้าก็เห็นหญิงสาวเปลือยกายต่อหน้าข้าและพบว่าจุดตายทั้งสี่ที่ระบุไว้ในตำราวิชาเทพอมตะนั้นถูกทะลวงไปเรียบร้อยแล้ว…”

“หุบปาก!” ชางกวน บิงเอ้อกล่าวด้วยสีหน้าที่ซีดเผือกที่จะปล่อยออร่าเสียงเขียวมาที่มือของเธอก่อนที่จะทุบลงบนที่นอนจนเกิดเสียง “บรึ้ม” ต่อหน้าเขา ความกลัวนั้นทำให้โจว เว่ยชิงนั้นไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ

หลังจากที่จ้องไปที่โจว เว่ยชิงอย่างอาฆาตแค้น ชางกวน บิงเอ้อก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่โจว เว่ยชิงนั้นพูดออกมา เธอนั้นไม่เคยได้ยินเรื่องราวแบบโจว เว่ยชิงมาก่อน แต่เพราะมันเป็นคำพูดของเจ้ากะล่อนนี้ เธอนั้นจึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ไม่เธอไม่เชื่อคำพูดของเขา มันก็จะไม่สามารถอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ นอกจากนี้ตอนที่เขาพูดนั้น เธอนั้นจ้องไปที่ตาของเขาและรู้ได้ว่าคำพูดที่พูดเรื่องนี้นั้นน่าจะพอเชื่อถือได้

“เจ้ามาจากที่ไหนกันแน่” ชางกวน บิงเอ้อถามอย่างเคร่งขรึม เธอนั้นไม่ได้ถามเพื่อที่จะคลายความสงสัยของเธอเท่านั้น แต่เพราะมันสำคัญมากเนื่องจากอัญมณีธาตุในตำนานที่เขาครอบครองอยู่ แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีพรสวรรค์มากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นคนมาจากที่ไหน เธอนั้นก็ไม่มั่นใจว่าควรจะสอนวิธีฝึกพลังสวรรค์หรือไม่

โจว Weiqing ลังเลสักครู่แล้วกล่าวว่า: “บิงเอ้อ เจ้าอยากรู้ความจริงหรือเรื่องที่ข้าแต่งขึ้นกันแน่ละ”

เมื่อได้ยินเจ้าอ้วนโจวเรียกชื่อของเธอนั้นมันทำให้ชางกวน บิงเอ้อนั้นรู้สึกโกรธอย่างมาก “เรียกข้าว่า ผู้บัญชาการกองพัน!! และแน่นอนว่าข้าอยากรู้ความจริง”


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป