HJC เล่ม 1 ตอนที่ 6.3

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 6 – เครื่องสังเวยและอะเลกซานไดรต์ตาแมว (3)

เมื่อโจว เว่ยชิงเริ่มออกวิ่งเขาก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา เมื่อเทียบกับอดีตนั้นโจว เว่ยชิงรู้สึกว่าร่างของเขานั้นเบาขึ้นกว่าเดิมสิบเท่า และทุกย่างก้าวนั้นพาเขาดีดตัวไปไกลได้ถึง 5-6 เมตร และอาการปวดเมื่อยตามร่างกายของเขาเมื่อวานก็หายไปหมดโดยสิ้นเชิง

โจว เว่ยชิงนั้นเริ่มจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ก่อนจะอุทานในใจว่า “โอ้ไม่นะ ข้าลืมตำราวิชาเทพอมตะไว้ในเต็นท์ก่อนที่ข้าจะวิ่งออกมา”

แต่ความตกใจนั้นก็แทนที่ด้วยความดีใจเมื่อเขาคิดได้ว่า “เฮ้ยนะ…นี้ข้าฝึกวิชาเทพอมตะได้สำเร็จอย่างนั้นหรือ?” แต่ตอนนั้นเขาก็วิ่งออกไปจากค่ายทหารแล้ว ในตอนนั้นเองเมื่อเขาเริ่มสำรวจที่จุดชีพจรตรงกระดูกไหปลาร้าของเขา

โจว เว่ยชิงก็รับรู้ได้ว่าว่าจุดชีพจรกระดูกไหปลาร้าของเขานั้นดูเหมือนมันจะกลายเป็นน้ำวน ซึ่งไม่เหมือนกับเมื่อวานนี้ซึ่งต้องพลังงานของเขาทะลวงไปที่จุดนั้น แต่ตอนนี้มันกลับคอยดูดพลังงานเข้ามาเอง ซึ่งมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ

เมื่อเขาตั้งสมาธิไปที่น้ำวนนั้น โจว เว่ยชิงก็รู้สึกได้ถึงแรงดูดที่คอยดูดพลังงาน และกระแสพลังงานที่ไหลเข้ามาในตัวอย่างไม่หยุดหย่อนก่อนที่จะเข้าไปยังดันเถียนของเขา นอกจากนี้เขายังสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆในร่างกายของเขาอีก

เมื่อเขาตั้งสมาธิไปยังจุดชีพจรตรงไหปลาร้า และ จุดชีพจรอีก 3 จุดก็ยังให้ความรู้สึกเดียวกัน

ถึงแม้ว่าโจว เว่ยชิงนั้นจะจำเนื้อหาของวิชาเทพอมตะได้ไม่หมด แต่เขานั้นก็อ่านในส่วนแรกหลายครั้งอยู่และจำได้ว่าจุดตายที่สองนั้นต้องทะลวงไปยังบนจุดตายที่ข้อมือทั้งสองซึ่งนั้นก็คือจุดชีพจรไท่หยวนซึ่งหากไปโดยมันจะทำให้เกิดการรบกวนในเส้นพลังปราณและนำไปสู้อาการบาดเจ็บภายใน จุดไท่หยวนคล้ายกับจุดชีพจรกระดูกไหปลาร้า คือเป็นจุดชีพจรคู่ซึ่งจะอยู่ที่ข้อมือข้างละจุด

นอกจากจุดไท่หยวนมีจุดที่อยู่บนหัวเข่าด้านนอกคือจุดซู่ซาลี่ และจุดซานหยินเจ่าที่ข้อเท้า นี้คือ 3 จุดตายที่กล่าวไว้ในตำราวิชาเทพอมตะซึ่งจุดตายเหล่านี้เองนั้นตอนนี้กลายเป็นเหมือนจุดชีพจรกระดูกไหปลาร้าซึ่งแต่ละจุดก็กลายเป็นเหมือนน้ำวนที่ค่อยดูดพลังงานจากรอบๆ

โจว เว่ยชิงนั้นรู้ว่าทั้งหมดนี้นั้นเป็นผลงานของมุกดำที่เขากลืนไป นอกจากนี้มันยังช่วนให้เขาสามารถทะลวงจุดตายทั้งสี่ได้ในคราวเดียวกันนี้ และเกือบทำให้เขานั้นฝึกวิชาเทพอมตะในส่วนแรกเกือบสมบูรณ์เหลือเพียงแค่จุดสุดท้ายจุดเดียว แล้วตอนนี้พลังสวรรค์ของเขานั้นก็ขึ้นมาอยู่ในขั้นที่ 4 แล้วซึ่งมันทำให้เขานั้นตกใจมาก

โจว เว่ยชิงนั้นเป็นพวกประสาทอยู่หน่อย เพราะก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกเสียใจและเจ็บปวดจากการที่เขานั้นทำร้ายชางกวน บิงเอ้อ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกตื่นเต้นจากการที่เขานั้นสามารถฝึกวิชาเทพอมตะได้สำเร็จ

 

พลังสวรรค์ขั้นที่ 4 เด๋วนะงั้นข้าก็สามารถปลุกอัญมณีพลังในตัวข้าได้แล้วงั้นสิ?

เมื่อโจว เว่ยชิงคิดได้ถึงข้อนี้ก็รีบก้มลงดูที่ข้อมือของเขา จากนั้นเขาก็หยุดวิ่ง และยกมือขึ้นมาดูก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้า

“เย้ๆ! ก๊าก ฮ่าๆๆๆ! อัญมณีสวรรค์! ในที่สุดข้าก็มีอัญมณีสวรรค์ ข้าได้เป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์ ก๊ากฮ่าๆๆๆ จะมีใครกล้าพูดกับข้าว่าเป็นเศษสวะอีกไหม!!” การหัวเราะที่บ้าคลั่งของเขานั้นทำให้น้ำลายกระเด็นไปทั่ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะออกอาการดีใจขนาดนี้เพราะมันคือความรู้สึกที่ถูกอัดอั้นมาหลายปีจากการที่เขานั้นเป็นเพียงแค่เศษสวะคนหนึ่ง

ที่ข้อมือขวาของโจว เว่ยชิงนั้นเป็นมุกสีขาวที่เปล่งประกายและโปรงแสงราวกับว่าผลึกน้ำแข็ง มันเป็นอัญมณีที่ไม่มีสิ่งเจือปนใดๆเลย ซึ่งเป็นสัญลักษร์ของหยกบริสุทธิ์ของผู้ใช้อัญมณีสวรรค์แต่มันต่างจากหยกมังกรหินของชางกวน บิงเอ้อ เพราะมันเป็นหยกน้ำแข็งซึ่งเสริมพละกำลังของเขาเพียงอย่างเดียว

ส่วนข้อมือซ้ายนั้นเป็นอัญมณีที่แปลกและเป็นเอกลักษณ์ มันเป็นสีน้ำเงินเข้ม และยังมีรอยซึ่งเปล่งสีขาวออกมาและมันก็จะขยับตามกายเคลื่อนไหวของข้อมือ แต่รอยสีขาวนี้จะอยู่ด้านบนเสมอ ซึ่งเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ชางกวน บิงเอ้อเห็นเป็นพลอยตาแมวสีแดงนั้น แต่ตอนี้โจว เว่ยชิงกับเป็นมันเป็นพลอยตาแมวสีน้ำเงินเข้มและในรอยสีขาวนั้นยังมีรอยสีเทาผสมอยู่ด้วย

นี้มันเป็นอัญมณีธาตุประเภทไหนกันแน่? หรือว่ามันจะเป็นคุณสมบัติมิติ? โจว เว่ยชิงนั้นรู้ว่าพลอยตาแมวนั้นแสดงถึงคุณสมบัติมิติ แต่อย่างไรก็ตามเขานั้นก็มีความรู้เรื่องอัญมณีเท่ากับชางกวน บิงเอ้อแต่เขานั้นก็รู้ว่าพลอยตาแมวนั้นไม่ได้มีสีแบบนี้ นอกจากนี้ นายพลโจวนั้นมีคุณสมบัติธาตูมืด ลูกของเขานั้นก็ต้องได้รับสืบทอดคุณสมบัตินั้นมาด้วยสิ แต่ทำไมอัญมณีของเขาถึงกลายเป็นพลอยตาแมวประหลาดนี้ได้ละ?

น่าเสียดายที่เขานั้นไม่สามารถที่จะกลับไปถามชางกวน บิงเอ้อได้ ดูเหมือนว่าแผนที่จะเข้ากองทัพนั้นจะล้มเหลว ตอนนี้หนีก่อนดีกว่า สำหรับชางกวน บิงเอ้อเมื่อเขาแข็งแกร่งมากว่านี้ในอนาคต เขาต้องหาทางตอบแทนเธออย่างแน่นอน ยังไงซะเขาก็กลายเป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์แล้ว ใครจะรู้ว่าบางทีพวกเราอาจเจอกันอีกก็ได้ หึหึ

ในขณะที่เขากำลังคิดนั้นเอง โจว เว่ยชิงก็รู้สึกเสียใจเมื่อนึกถึงรอยช้ำบนร่างของชางกวน บิงเอ้อ สิ่งที่เขาทำลงไปนั้นคงทำให้เธอนั้นคงจะเกลียดชังผู้ชายและพระเจ้า ในขณะที่เขากำลังดุตัวเองอยู่นั้นก็มีความคิดบ้าๆออกมา “คิดดูแล้วก็น่าเสียดาย ถ้าข้าตื่นมาตอนนั้นล่ะก็ จะรู้สึกยังไงน่าฮิฮิ”

จากนั้นโจว เว่ยชิงก็กำลังจะเดินทางต่อ ทันใดนั้นเขารู้สึกเย็นวาบที่ด้านหลังคอของเขา และเจ็บก่อนที่ร่างของเขานั้นจะหยุดอยู่กับที่

“เจ้าอ้วนโจว เจ้าทำแบบนั้นกับข้าแล้วยังคิดจะหนึอีกงั้นเหรอ?” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียดชังทำให้โจว เว่ยชิงนั้นตัวสั่นไปด้วยความกลัว เขารีบยกมือขึ้นยอมแพ้ในทันที “ข้าไม่ได้หนี ข้าไม่ได้หนีนะท่านผู้บัญชาการ ท่านผู้บัญชาการอย่าเพิ่งทำอะไรข้านะ ให้ข้าอธิบายก่อน! “

ชางกวน บิงเอ้อนั้นก็เดินอ้อมมาจากหลังของโจว เว่ยชิงในขณะที่ในมือของเธอนั้นก็ยังเล็งธนูไปที่คอของเขาอยู่ แม้ว่าเธอนั้นจะแต่งตัวยังไม่เรียบร้อยแต่เธอนั้นก็สวมเครื่องแบบของโจว เว่ยชิงที่ซักไว้เมื่อวานนี้

ชางกวน บิงเอ้อนั้นเป็นผู้ใช้อัญมณีสวรรค์ทำให้ร่างกายของเธอนั้นแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะหากเป็นหญิงสาวธรรมดาแล้วละก็หากเจอเหตุการณ์แบบเมื่อวานถ้าเธอไม่ตายก็คงต้องนอนพักฟื้นอย่างน้อยก็ครึ่งเดือน แต่เพราะอัญมณีสวรรค์ทั้ง 2 ของชางกวน บิงเอ้อช่วยฟื้นพลังของเธอทำให้เธอนั้นสามารถรวบรวมพลังสวรรค์บางส่วนและทำให้ขยับตัวได้ เมื่อเห็นโจว เว่ยชิงนั้นกำลังหนีนั้นเธอจะพอใจได้อย่างไร เธอรีบคว้าเสื้อที่เหลืออยู่ในเต็นท์มาใส่ก่อนจะออกไล่ตามมา

เมื่อเธอเห็นโจว เว่ยชิงนั้นยกมือขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งทำให้เธอนั้นลังเลก่อนที่จะสังเกตุที่ข้อมือของเขาอีกครั้งซึ่งทำให้เธอนั้นยังไม่ปรากฎตัวจนถึงตอนนี้

“เอามือซ้ายมาให้ข้าดู เดี๋ยวนี้” ชางกวน บิงเอ้อพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ดวงตาที่เคยสวยงามและอ่อนโยนตอนนี้กลายเป็นตาที่แดงก่ำและแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและความโกรธ ซึ่งถ้าหากเธอนั้นไม่ได้สงสัยเรื่องอัญมณีที่ข้อมือซ้ายของโจว เว่ยชิงแล้วละก็ เธอคงจะยิงลูกศรนี้เข้าไปที่คอของเขาแล้ว


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป

Advertisements