HJC เล่ม 1 ตอนที่ 5.1

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


บทที่ 5 – วิชาเทพอมตะและการตื่นขึ้นของผู้ใช้อัญมณีสวรรค์(1)

ณ บ้านพักของท่านนายพล

ในห้องรับแขก นั้นมีชาย 2 คนนั่งสนทนากันอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจักรพรรดิองค์ปัจจุบันของจักรวรรดิธนูสวรรค์ไดเฟิงลิ่น ส่วนอีกด้านคือชายที่มีร่างกายก่ำยำราวกับเจดีย์เหล็ก ซึ่งดูเหมือนคนอายุราว 50 ปี ด้วยผิวพันธ์ออกสีทองแดงดูสุขภาพดี ด้วยหน้ารูปเหลี่ยมพร้อมกับสายตาที่ดุร้ายราวกับเสือ ถึงแม้ว่าจะนั่งอยู่ก็ตาม แต่ก็สังเกตุเห็นได้จากระยะไกลด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ กล้ามเนื้อที่แข็งราวกับหินที่ถูกบีบแน่นจากเครื่องแบบ และสายตาที่ดำสนิทแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ชายคนนี้คือเสาหลักของจักรวรรดิธนูสวรรค์นายพลโจว ชุ่ยนิหรือก็คือพ่อของโจว เว่ยชิง

นายพลโจวนั้นเหมือนกับชางกวน บิงเอ้อที่เขานั้นมาจากตระกูลของสามัญชนและเขานั้นเป็นคนที่คอยเลี้ยงควาย จึงทำนี้คือที่มาของชื่อ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าที่จะหัวเราะชื่อของเขา ซึ่งหากใครทำคนนั้นก็คงไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว [ผู้แปล: คำว่าชุ่ยนิ(Shuiniu) แปลว่าควาย ]

“ฝ่าบาท โปรดดูสิ่งนี้ด้วย ตอนเช้านั้นมีคนส่งสิ่งนี้มาถึงข้าซึ่งมันเป็นลายมือของเจ้าลูกตัวแสบนั้น” โจว ชุ่ยนิยื่นจดหมายให้แก่ไดเฟิงลิ่น

“พี่ใหญ่โจว นี้ท่านทำเพื่อความสบายใจของข้าหรือป่าว? ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับเว่ยชิง ไดฟุย่านั้นจะต้องตายตามเขาไปด้วย” ไดเฟิงลิ่นพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เขานั้นได้นำไดฟุย่ามาที่บ้านแห่งนี้เพื่อขอโทษถึงเหตุการณ์เมื่อวานด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้ยินว่าโจว เว่ยชิงนั้นไม่ได้กลับมา จึงได้สั่งคนให้ตามหาทั่วเมืองแต่มันก็ไร้ร่องรอย

โจว ชุ่ยนิกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ฝ่าบาท ข้าเป็นเพียงนายท่านคนหนึ่ง มีหรือจะกล้าพูดเท็จต่อท่าน? ท่านอย่าถูกหลอกด้วยหน้าตาอันใสซื่อของเจ้าตัวแสบนั้นเด็ดขาด เขาเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มากกว่าใครๆ แม้แต่ข้าเองก็ถูกหลอกมาไม่รู้จักกี่ครั้งแล้ว ข้าเดาว่าเขารู้ว่าได้สร้างปัญหาใหญ่ขึ้นมาจึงกลัวว่าข้าจะลงโทษเขา ไม่งั้นทำไมเขาถึงไม่กล้ากลับบ้าน แม้เขาเขียนด้วยคำที่สวยหรูมาก็ตาม แต่การที่จะออกไปใช้ชีวิตด้วยการเดินทางนั้นมันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่ไม่อย่างจะกลับบ้านก็แค่นั้นเอง โปรดอย่าได้ใส่ใจเลย”

ไดเฟิงลิ่นพูดพร้อมกับฝืนยิ้มเล็ก “ตราบใดที่เว่ยชิงนั้นยังไม่กลับบ้านอย่างปลอดภัย ข้าไม่มีวันสบายใจได้ เหตุการณ์ครั้งนี้นั้นเป็นความผิดของไดฟุย่าทั้งหมด พี่ใหญ่ ถ้าเว่ยชิงกลับมาโปรดอย่าได้ลงโทษเขาเลย ถึงยังไงเขาก็เป็นเด็กที่น่าสงสาร เขานั้นไม่ได้ต้องการที่จะเกิดมาโดยที่มีเส้นพลังปราณที่พิการ คุณอย่าทำอะไรให้เขาลำบากใจไปมากกว่านี้เลย”

“ฮึ่ม” โจว ชุ่ยนิส่งเสียงด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะพูดว่า “พ่อเสือลูกหมา แต่เจ้ากระล่อนนั้นก็รู้ขอบเขตของตัวเองอย่างดี อย่างน้อยเขาก็พูดถูกเรื่องหนึ่งว่าเขานั้นไม่คู่ควรกับองค์หญิง ในความคิดของข้านั้นพวกเราควรทำตามที่เขาบอกคือยกเลิกการหมั้นซะ”

ใบหน้าไดเฟิงลิ่นเปลี่ยนไป “จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร! ตอนนี้ไดฟุย่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวท่านแล้ว และจะตายเป็นผีของตระกูลโจว พี่ใหญ่ คุณก็รู้ว่าท่านไม่ควรล้อเล่นกับคำพูดของจักรพรรดิ ได้โปรดอย่าพูดถึงเรืองนี้อีกเลย ถ้าหากเราดูถูกเว่ยชิงเพียงเพราะแค่เขานั้นไม่สามารถที่จะเป็นผู้ใช้อัญมณีได้และยกเลิกงานหมั้น จะให้ข้าสู้หน้าพี่ใหญ่ได้อย่างไร”

………

เมื่อโจว เว่ยชิงได้สติขึ้นมา เขาพบว่าตัวเขานั้นกลับมาที่เต็นท์แล้ว แต่ทันทีที่เขาตื่นขึ้นมา เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว และทนไม่ได้กับกลิ่นเหม็นอับของเหงื่อตัวเอง โดยเฉพาะที่ขาที่เจ็บมากที่สุด และเมื่อขยับขามันก็จะเหมือนมีเข็มเป็นพันๆเล่มนั้นเข้ามาทิ่งแทงที่ตัวเขาทำให้ต้องร้องควรครางด้วยความเจ็บปวด

“ชางกวน บิงเอ้อรอก่อนเถอะ ซักวันข้าจะแก้แค้นเจ้า”

หลังจากที่พักผ่อนได้สักพัก โจว เว่ยชิงก็คลานออกมาจากเตียงของเขาได้ ทันทีที่เขาลุกขึ้นมา เขาเห็นว่าที่ข้างเตียงเขานั้นมีชามวางไว้ 2 ชามใหญ่พร้อมกับเศษกระดาษที่เขียนด้วยลายมือ

ในสองชามนั้นมีอันหนึ่งเป็นซาลาเปา 3 ชิ้นใหญ่และเป็นกับข้าวอีก 2 จานคือผัดผักและเนื้อตุ๋น โจว เว่ยชิงนั้นใช้พลังงานของเขาทั้งหมดไปแล้วเหลือแต่เพียงความหิวโหย เขาจึงจัดการซัดเรียบ อย่างน้อยเธอก็ยังรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ซาลาเปาที่กำลังอุ่นนั้นมันให้รสชาติที่อร่อยมาก ซึ่งมันไม่ได้มาจากชุดอาหารของทหารทั่วไป ในขณะที่เขากินโจว เว่ยชิงก็มองไปยังเสร็จกระดาษซึ่งมีประโยคหนึ่งเขียนไว้นั้นก็คือ “พรุ่งนี้เจอกัน”

“บ้าเอ๊ย เรื่องนี้ยังไม่จบสินะ! ข้าแค่สัมผัสโดนครั้งเดียวเอง!” โจว เว่ยชิงนั้นกล่าวด้วยความโกรธเคืองจากนั้นเขาก็บีบซาลาเปาในมือเพื่อที่จะจดจำความรู้สึกที่มือของเขา

โจว เว่ยชิงจัดการอาหารเย็นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะออกไปจากเต็นท์อย่างยากลำบากเพราะความเจ็บปวดพร้อมกับอาบน้ำไปด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนเจ้าเล่ห์และยังกลัวตาย แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือรักความสะอาด นอกจากนี้เขายังซักเสื้อผ้าด้วย อย่าคิดว่าการเขาเป็นขุนนางแล้วจะไม่รู้เรื่องงานบ้าน เพราะในความจริงนั้นเขาจัดงานบ้านได้ทุกอย่างตั้งแต่ทำอาหารยันทำความสะอาด เพราะพ่อที่เข้มงวดของเขา ที่พักอาศัยของนายพลโจวนั้นโจว เว่ยชิงอยู่คนเดียวในบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งหลังจากเขาอายุได้ 6 ขวบเขาก็ถูกบังคับให้ช่วยเหลือตัวเอง โดยที่ไม่ให้คนรับใช้ยุ่งด้วยแม้ว่าจะมีพร้อมทุกอย่าง นี้ทำให้นายพลโจวและภรรยามีปากเสียกันหลายครั้ง แต่นายพลโจวนั้นต้องใจแข็งกับเรื่องนี้ และให้ภรรยาของตนนั้นเป็นคนสอนโจว เว่ยชิงด้วยตัวเอง

หลังจากที่เขาอาบน้ำและทำความสะอาดเครื่องแบบเสร็จแล้ว โจว เว่ยชิงก็ทำการเปลี่ยนเครื่องแบบชุดใหม่และกลับไปยังเต็นท์ของเขา ตอนนี้นั้นทั้งค่ายนั้นเงียบสะงั้น

หลังจากที่โจว เว่ยชิงมาถึงยังเต็นท์ของเขา เขาก็เปิดกระเป๋าที่เขาติดตัวมาซึ่งข้างในนั้นเป็นสินค้าที่ซื้อมาจากร้านช่างตีเหล็กซึ่งมีทั้งเครื่องปรุงอาหาร, ตะเกียงและอื่นๆ ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต สิ่งที่เขานั้นกังวลมากที่สุดกับการเป็นทหารคือมีอาหารที่ดีไม่มากพอ ดังนั้นเขาจึงเอาเครื่องปรุงต่างมาด้วยซึ่งมันจะทำให้เขาสามารถทำอาหารได้หากต้องการ ส่วนตะเกียงนั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อย่างมาก

โจว เว่ยชิงนั้นนำจานชามไปล้าและทำการเทน้ำมันลงในตะเกียงและจุ่มไส้ตะเกียงที่ทำจากด้ายพันกันลงไปให้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำมัน จากนั้นเขาจึงจุดไฟเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับเต็นท์ของเขา

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จก็ชะโงกหัวออกมาจากเต็นท์เพื่อให้แน่ใจว่าเขานั้นอยู่คนเดียวก็จะหมุดหัวกลับไป จากนั้นจึงเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อของเขาก่อนที่จะเอาถุงผ้ากันน้ำที่เขาเก็บไว้ออกมา

“โชคดีที่ข้าห่อมันด้วยถุงผ้ากันน้ำ วันนี้ข้าเหงื่อออกเยอะเป็นพิเศษไม่งั้นข้อข้างในคงเสียหายไปแล้วซึ่งจะสร้างปัญหาปวดหัวให้ข้าอีก”

เขาเปิดถุงออกมาอย่างระมัดระวังการที่จะเปิดเผยถึงสมุดที่ดูโบราณคร่ำครึ ซึ่งมันไม่ได้ทำมาจากกระดาษแต่ทำมาจากหนังแกะที่มีคุณภาพสูงซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 หน้า ซึ่งดูเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติและที่ขอบนั้นก็หลุดหลุ่ย ที่หน้าปกนั้นมีอยู่ 6 พยางค์ ‘วิชาเทพอมตะ’

ที่คือสมบัติที่โจว เว่ยชิงนั้นไปเอามาจากป่าดาราเมื่อวานนี้ มันเป็นสิ่งที่เขาเจอตอนอายุ 10 ขวบซึ่งเป็นช่วงที่นายพลโจวนั้นโยนเขาไปในป่าลึกเพื่อฝึกทักษะการดำรงชีวิต เขาเจอโครงกระดูกอยู่ที่นั้นด้วย แต่เขาก็เคยบอกเรื่องนี้กับใครแม้แต่พ่อของเขาดังนั้นเขาจึงเอามันไปซ่อนไว้ในโพรงไม้ในป่าดาราตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเขาเปิดหน้าปกเพื่อดูหน้าแรก ก็มีประโยคเขียนไว้ว่า ‘หลักการทั่วไปของวิชาเทพอมตะ’

‘ผู้ที่ไม่มีจิตใจที่แข็งแกร่งพอนั้นไม่อาจสามารถฝึกฝนชิชานี้ได้ ผู้ที่ไม่ตั้งใจจะตายก็มิอาจเรียนได้เช่นกัน วิชาเทพอมตะนั้นแท้จริงแล้วเป็นวิชาเทพมรณะ แต่มันเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ โดยใช้จุดตายทั้ง 36 จุดเป็นจุดที่ใช้ในการฝึกตน จงระวังและระวัง ผู้ที่สามารถทะลวงจุดตายทั้ง 36 จุดนี้เพื่อที่จะได้รับและใช้พลังจากโลกตราบเท่าที่มันคงอยู่’ [ผู้แปล: จุดตายคือจุดชีพจรที่อยู่บริเวณจุดสำคัญนะครับพอดีต้นฉบับENG คือ Death Acupuncture Point ตอนแรกจะแปลเป็น จุดตายชีพจรแต่ไม่ค่อยโอเคเลยใช้คำนี้แล้วอธิบายแทน]


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป