ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ ตอนที่ 024

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 24 – สถานที่เจ๋งๆ

เมอร์รินรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเมื่อออกมาจากมิติฟาร์ม เพราะมันคือความหวังที่จะทำให้ตระกูลบูดาฟื้นฟูขึ้นมาได้

แม้ว่าเจ่าไห่จะไม่สามารถเรียนเวทย์มนตร์หรือศิลปะการต่อสู้ได้ แต่ตอนนี้เมอร์รินคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าเจ่าไห่นั้นไม่เรียนเรื่องพวกนั้น ในอดีตตระกูลบูดานั้นได้ยศถาบรรดาศักดิ์มาจากชื่อเสียงของพวกเขาในสนามรบซึ่งเป็นการรับใช้จักรวรรดิ แต่ตอนนี้พวกเขากลับเหลือเพียงแค่ทายาทเพียงคนเดียว จึงทำให้เมอร์รินนั้นไม่อยากให้เจ่าไห่ต้องออกไปเสี่ยงในสนามรบดังเช่นในอดีตที่ตระกูลเคยทำไว้

มันจะดีกว่าถ้าสามารถใช้มิตินั้นทำการเกษตร ซึ่งนั้นจะทำให้พวกเขานั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอาหารและน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถหาเงินเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาตระกูลได้อีกด้วย

ตระกูลบูดาที่เคยรุ่งเรืองได้ตกลงมาถึงจุดต่ำที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้หมอกควันนั้นดูเหมือนว่าจะจางหายไปเพราะเจ่าไห่จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เมื่อมองเห็นใบหน้าของเมอร์รินแล้ว เจ่าไห่นั้นรู้สึกดีใจเพราะเมอร์รินนั้นเป็นห่วงเขา มันรู้สึกดีที่มีใครบางคนคอยเป็นห่วงเขา ในอดีตเจ่าไห่นั้นเป็นเพียงแค่เด็กกำพร้าที่ไม่ได้รับการดูแล ความรักนั้นทำให้เขานั้นรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของเขา

“นายน้อย ถ้าหากเกิดอันตรายอะไรขึ้น คุณควรจะหลบเข้าไปซ่อนในมิติของคุณทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของพวกเรา คุณเป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลบูดา พวกเราไม่สามารถให้คุณมาเสี่ยงชีวิตไม่ได้ “

“ไม่ต้องห่วงยายเมอร์ริน ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไร ตราบเท่าที่เรายังเก็บตัวเงียบแบบนี้ เราน่าจะสบายใจเรื่องนี้ได้ “

ในขณะที่เมอร์รินกำลังพูดอยู่นั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างพร้อมกับเห็นบล๊อควิ่งมาทางพวกเขา“นายน้อย! นายน้อย! ผมเจอสถานที่เจ๋งๆแล้ว!”เขาตะโกนออกมาพวกกับวิ่งลงมาจากภูเขา ก่อนที่เขาจะมาหยุดตรงหน้าเจ่าไห่ “นายน้อย! ผมเจอสถานที่เจ๋งๆแล้ว! มันเป็นไปตามความต้องการของนายน้อยอย่างมา” จากนั้นเขาก็ชี้ขึ้นไปบนภูเขา “มันมีทางบนภูเขาอยู่ ทำให้ไปถึงที่นั้นได้ไม่ยาก”

“เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ ยายเมอร์รินคุณพักอยู่ที่นี้ก่อน ผมจะไปกับบล๊อคเอง”

เมอร์รินส่ายหัวของเธอ “ไม่ค่ะนายน้อย ดิฉันจะตามไปด้วย ฉันอยากจะไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง ถ้ามันสามารถที่จะเป็นสถานที่ที่เหมาะแล้วล่ะก็ ฉันอยากจะรู้เส้นทางเพื่อไปที่แห่งนั้น” จากนั้นเธอจึงหันไปยังบล๊อค “นำทางไป!”

บล๊อคจึงเดินขึ้นไปบนภูเขาในขณะที่ทั้งสองก็เดินตามไป บนภูเขานั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แห้งแล้งซึ่งมีวัชพืชขึ้นไม่กี่ต้น โชคดีที่พวกเขานั้นไม่ต้องเดินไกลมากนักซึ่งมันไกลประมาณ 3 ไมล์

จากนั้นพวกเขาก็เห็นมัน มันเป็นหุบเขาที่ล้อมรอบไปด้วยหน้าผาซึ่งดูเหมือนกับว่ามีหินขนาดใหญ่ตกลงมาจากท้องฟ้า เจ่าไห่นั้นตะลึงและอธิบายความรู้สึกไม่ถูก หุบเขาแห่งนี้นั้นมีทุกอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งเขานั้นไม่สามารถเห็นหุบเขานี้ได้จากตีนภูเขาแต่ปัญหาคือเขาจะไปตรงนั้นได้อย่างไร

เมอร์รินหันจ้องหน้าบล๊อค “เจ้าเด็กโง่ เจ้าเจอสถานที่ดีๆก็จริง แต่พวกเราจะไปที่นั้นได้ยังไง ถ้าเราจะสร้างฟาร์มที่นี้จริงๆ อย่าว่าแต่นายน้อยเลย พวกทาสจะลงไปยังไงกัน?”

เจ่าไห่นั้นรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แม้ว่าหุบเขานั้นจะไม่ลึกมากซึ่งน่าจะประมาณ 10 เมตรแต่ถ้ามองลงไปมันก็รู้สึกเสียวสันหลังอยู่เหมือนกัน ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดนั้นถูกล้อมไปด้วยหน้าผาทั้งหมด ทำให้ลงไปได้ยาก

หากพวกเขามีวัสดุจำนวนมาก พวกเขาสามารถสร้างบันไดลงไปได้ แต่โชคร้ายที่พวกเขานั้นมีวัสดุไม่มากและที่แห่งนี้นั้นก็มีไม้เพื่อใช้สร้างบันไดได้น้อย

บล๊อคมองไปที่ทั้งสองก่อนจะหัวเราะออกมา “นายน้อย ยายเมอร์รินไม่ต้องเป็นห่วง ตามผมมา” จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปที่ด้านหลังของเหมืองเหล็ก

ทั้งเจ่าไห่และเมอร์รินนั้นไม่เคยเดินมาหลังเหมืองเหล็กแห่งนี้เพราะพวกเขาคิดว่ามันใกล้บึงซากศพจนเกินไป และบึ่งนั้นก็เต็มไปด้วยหมอกพิษ และยังมีสัตว์พิษปีศาจ,พืชที่มีพิษและซอมบี้แถวนี้เต็มไปหมด ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเดินมายังด้านหลังภูเขาแห่งนี้

เมื่อมองเห็นบล๊อคกำลังเดินไป เมอร์รินจึงรีบเตือน “บล๊อคถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ละก็รีบกลับมาซะ”

“มันไม่มีอะไรต้องกังวล นายน้อย ยายเมอร์ริน ตรงเนินนั้นมันมีถ้ำอยู่ ในถ้ำนั้นสามารถพาเราไปยังหุบเขาตรงนั้นได้ ผมเพิ่งออกมาจากตรงนั้น”

เมอร์รินนั้นกำลังจะพูดบางอย่าง แต่เจ่าไห่นั้นหยุดไว้ “ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปดูกันซักหน่อยดีกว่า”

พวกเขาจึงเดินตามบล๊อคไปที่ด้านหลังของเหมืองเหล็ก

แต่เมื่อไปถึงเนินเขานั้น เจ่าไห่ก็เห็นบางอย่างที่น่าสนใจ นั้นคือบึงซากศพ ที่ด้านหลังของภูเขาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและสับสน มันมีหมอกหลากสีหนาทึบซึ่งไม่สามารถมองผ่านไปได้แม้แต่แสงก็ผ่านไปไม่ได้เช่นกัน

มันเป็นภาพที่สวยงาม เพราะเจ่าไห่ไม่เคยเห็นหมอกอะไรที่จะมีสีสันสวยงามเช่นนี้มากก่อน มันมีสี 7 สีซึ่งดูแปลกประหลาด

เจ่าไห่นั้นชะงักเพราะมีใครบางคนถอนหายใจออกมา เมื่อเขาหันไปและมองไปที่เมอร์รินซึ่งมองไปที่หมอกนี้ “มันช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ ใครจะคิดละว่าจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามเช่นนี้ในดินแดนที่อันตรายที่สุดของทวีปอย่างนี้ หมอกนี้นั้นเป็นบาเรียที่ใหญ่ที่สุดของบึงซากศพ คนที่เคยเข้าไปหมอกแห่งนี้แล้วกลับมาได้นั้นในตอนนี้มีเพียง 10 คนเท่านั้น และทั้ง 10 คนนั้นก็เป็นคนที่ทรงพลังที่สุดในทวีปแห่งนี้ แต่ว่าพวกเขานั้นก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหลังจากนั้น และไม่มีใครเลยที่สามารถช่วยชีวิตของพวกเขาไว้ได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้เจ่าไห่นั้นรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวและแววตาที่มองหมอกหลากสีนั้นก็เปลี่ยนไป

เจ่าไห่นั้นไม่กล้าที่จะจ้องมันต่อไป จึงหันไปหาบล๊อค “ไปต่อกันเถอะ”

บล๊อคจึงนำทางต่อไป

ด้านหลังของเหมืองเหล็กนั้นแปลกจากที่อื่น ซึ่งที่ด้านหน้านั้นมันเต็มไปด้วยวัชพืชต่างๆแม้ว่ามันจะขาดสารอหารแต่มันก็ดูดีกว่าที่อื่นในแดนทมิฬ เมอร์รินจึงพูดขึ้นว่า “นายน้อย บล๊อคระว่างตัวด้วย อย่าไปสัมผัสพืชเหล่านี้ ฉันคิดว่ามันน่าจะมีพิษ แม้ว่าพิษเหล่านี้อาจจะไม่มีผลต่อบล๊อคแต่กับนายน้อยที่ดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าไปแล้วล่ะก็ นายน้อยควรระวังไว้จะดีกว่า” แม้มันดูเหมือนว่าเมอร์รินนั้นจะระวังมากเกินไป แต่พวกเขาก็กล้าแม้แต่น้อย พวกเขาตอนนี้อยู๋ใกล้กับบึงซากศพซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องพิษอย่างมาดังนั้นพวกเขาจึงระวังตัวเป็นพิเศษ่

พวกเขานั้นค่อยๆเดินผ่านพวกวัชพืชเหล่านี้อย่างระมัดระวังตามบล๊อคไปประมาณ 500 เมตร พวกเขาก็เห็นถ้ำ ถ้ำนั้นไม่ได้ใหญ่มากซึ่งสูงประมาณ 2 เมตรซึ่งข้างในนั้นมืดสนิทซึ่งมีเสียงน้ำไหลอยู่

เมอร์รินนั้นเข้าไปในถ้ำเป็นคนแรกก่อนที่มือของเธอจะปล่อยบอลแสงออกมาทำให้เจ่าไห่เห็นข้างใน ถ้ำแห่งนี้ถูกสร้างโดยคนแคระ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะถูกสร้างอย่างประณีต

ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปได้ประมาณ 5 นาทีพวกเขาก็เจอป้องซึ่งกว้างประมาณ 3 เมตรซึ่งพอที่จะทำเป็นทีอยู่อาศัยได้ แต่มันก้เป็นเพียงแค่ที่พักช่วงคราวสำหรับคนแคระหรือไว้ใช้เก็บสิ่งของ ที่ด้านขวามือนั้นมีอุโมงค์ต่อไปอีกซึ่งเป็นต้นกำเนิดเสียงน้ำไหล

บล๊อคหันไปหาเจ่าไห่ “นายน้อยดูเหมือนว่ามันจะนำทางไปยังทะเลสาบใต้ดิน ซึ่งทางซ้ายนั้นจะเป็นอุโมงค์ที่เชื่อมต่อกับหุบเขาก่อนหน้านี้ “

เจ่าไห่พยักหน้าตอบ ซึ่งถ้าหากเขาคาดไม่ผิด ทะเลสาบใต้ดินนี้นั้นน่าจะเป็นทะเลสาบเดียวกันกับทะเลสาบที่อยู่ใกล้กับปราสาทของเขา น่อเสียดายที่พวกเขานั้นไม่มีแสงไฟที่มากพอจะเห็นพื้นที่ทั้งหมดของทะเลสาบนั้น

พวกเขาจึงไปยังอุโมงค์ทางซ้าย ซึ่งอุโมงค์นั้นค่อนข้างกว้างและสามารถเดินได้พร้อมกันถึง 10 คนและสูงประมาณ 5 เมตร พวกเขาทั้งสามเดินไปประมาณ 10 นาทีก่อนที่จะเห็นแสงข้างหน้าก่อนที่เมอร์รินจะดับบอลแสงของเธอ

จากนั้นทั้งสามก็เดินผ่านเข้าไปในแสงนั้น


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป