ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ ตอนที่ 016

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 016 – อัตราส่วน

จากนั้นเจ่าไห่ก็โยนบอลน้ำลงในบ่อน้ำสเปเทียล ถ้าหากว่าน้ำเหล่านั้นไม่มีสารพิษเจือปนและมีคุณภาพน้ำที่ดี เพราะไม่เป็นเช่นนั้นแล้วเขาจะนำน้ำนั้นกลับไปคืนที่เดิม

จากนั้นเจ่าไห่ก็มองไปยังกองดินซึ่งเขายังไม่รู้ว่าจะจัดการมันอย่างไรดี ซึ่งกองดินนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งมีความสูงประมาณครึ่งเมตร

ตอนนี้เจ่าไห่รู้แล้วว่าเขาสามารถที่จะใช้น้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลเพื่อใช้ในการปรับปรุงดินดำได้ แต่อย่างไรก็ตามเขายังไม่รีบร้อนที่จะทำมันเดี๋ยวนี้แต่เขาต้องการที่จะทดลองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก่อน

จากนั้นเจ่าไห่ก็สั่ง “พลั่ว แบ่งดินเป็น 10 ส่วนเท่าๆกัน”

เมื่อเจ่าไห่พูดเสร็จพลั่วนั้นก็ลอยขึ้นแล้วทำการแบ่งดินออกเป็น 10 ส่วนอย่างรวดเร็ว เจ่าไห่มองดูด้วยความพึงพอใจ กับการที่สิ่งต่างๆในมิตินั้นจะทำตามสิ่งที่เขาต้องการไปซะหมด ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก

ทันใดนั้นเองเขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาก่อนที่จะทดลองออกมา “คำนวณอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับน้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลเพื่อใช้ในการปรับปรุงดินดำ”

“แอ๊ดๆ ไม่สามารถคำนวณได้!”

“อึก!  สวรรค์นั้นคงจะช่วยก็ต้องเมื่อคนผู้นั้นได้ช่วยเหลือตัวเองแล้วเท่านั้น เอาละงานนี้ต้องลงมือทำเองแล้วละ” เจ่าไห่นั้นแอบบ่นในใดเล็กๆ จากนั้นเขาก็สั่งถังน้ำให้ไปตักน้ำสเปเทียลรวมทั้งพลั่วไปตักดินสเปเทียลมา

การคำนวณสัดส่วนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเจ่าไห่นั้นเกรงว่าถ้าหากใช้น้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลมากจนเกินไป จะทำให้คุณภาพในการปลูกพืชในมิตินั้นลดลง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ได้ไม่คุ้มกับเสีย

เจ่าไห่นั้นมีสิ่งที่พึงได้อย่างเดียวในตอนนี้คือมิติแห่งนี้ ถ้าหากมิติฟาร์มนี้พังลงแล้วละก็แผนทุกอย่างของเขาก็พังลงทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในดินแดนแห่งความตายแห่งนี้อย่างแน่นอน

เจ่าไห่นั้นสันนิษฐานว่าการจะปรับปรุงดินดำให้ได้ดีที่สุดนั้นจำเป็นต้องใช้น้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งมันช่วยให้ลดปริมาณการใช้น้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลในมิติด้วย

แม้ว่ามิติฟาร์มนั้นมีลักษณะคล้ายเกมแต่มันเป็นที่พึ่งเดียวที่เขามีในโลกแห่งนี้ เขาจึงไม่สามารถที่จะทำเล่นๆเหมือนกับเกมได้ แต่ทุกการตัดสินใจนั้นจะต้องผ่านการไตร่ตรองก่อน

ในตอนแรกเจ่าไห่นั้นตัดสินใจใช้น้ำราดลงบนดินดำเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงก่อนเพื่อจะได้คำนวณอัตราส่วนได้

มันเป็นภาพที่น้ำลดลงบนพื้นดินราวกับว่าเจ้าแม้กวนอิมนั้นถือแจกันที่ถือน้ำศักดิ์ศรีค่อยรินลงไป สีของดินดำเริ่มเปลี่ยนทันที  สีของมันค่อยเปลี่ยนไปอย่างช้าๆจากดำสนิทค่อยกลายเป็นสีน้ำตาลราวกับดินธรรมดาทั่วไป

ซึ่งหลังจากเปลี่ยนกองดินแล้ว จากนั้นเจ่าไห่ก็คำนวณอย่างระมัดระวัง ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้อัตราส่วนคือ 15 : 1 คือน้ำ 15 หยด ต่อกองดิน 1 กองดินดำนี้

เจ่าไห่นั้นพอใจกลับผลลัพธ์ที่ได้ เพราะน้ำสเปเทียลนั้นส่งผลต่อดินดำอย่างมา ต่อไปเขาจะใช้ดินสเปเทียลผสมเข้ากับดินดำอีกกอง ซึ่งผลลัพท์นั้นต่างจากเมื่อกี้เล็กน้อยเพราะดินสเปเทียลนั้นมีประสิทธิภาพที่มากกว่า ทำให้อัตราส่วนนั้นเป็น 10 : 1

ในกองที่สาม เจ่าไห่ใช้ทั้งน้ำสเปเทียลและดินสเปเทียลในอัตราส่วน 9 : 1  ซึ่งก็ได้ผลสำเร็จ ทำให้รู้ว่าการผสมนั้นดีกว่าตามที่เขาคิดจริงๆ

จากนั้นเขาก็ลอง 8:2 ,7:3 และ 6:4 ก็ยังสามารถปรับปรุงได้สำเร็จ การทดลองนั้นยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อยจนถึงอัตราส่วน 5:5 แล้ว 4:6

โดยผลสุดท้ายแล้วเจ่าไห่นั้นคิดว่าอัตราส่วนที่ดีที่สุดคือระหว่างน้ำสเปเทียลกับดินสเปเทียลที่ 6:4   เพราะมันใช้ปริมาณดินกับน้ำสเปเทียลแล้วทำให้ดินมีคุณภาพดีที่สุด

เจ่าไห่นั้นดีใจกับผลการวิจัยของเขา เขาสั่งให้ถังน้ำไปอยู่ที่เดิมก่อนที่จะดินสเปเทียลส่วนที่เหลือนั้นกลับไปไว้ที่เดิม ตอนนี้ถึงเวลาออกจากมิติฟาร์มแล้ว

เขากลับไปยังห้องพักของเขาก่อนที่จะนั่งลงอย่างช้า เขาได้เก็บเกี่ยวผลลิตของเขาในมิติฟาร์มเสร็จสิ้นแล้ว ฟาร์มของเขามี Lv ที่เพิ่มขึ้น ดินในแดนทมิฬก็สามารถที่จะปรับปรุงคุณภาพขึ้นมาได้ พร้อมทั้งยังมีอัตรส่วนที่เหมาะสมแล้ว ตอนนี้เป็นเดือนเมษายนถ้าเขายังไม่เริ่มงานตอนนี้เขาจะพลาดช่วงในการทำฟาร์มไป

แม้ว่าเจ่าไห่นั้นจะไม่ได้รอบรู้ทุกอย่างแต่เขาก็มีสามัญสำนึกพอ ว่าฤดูใบไม้ผลินั้นเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดในการทำฟาร์ม

ในตอนนี้เขามีเงินอยู่ 200 เหรียญทองในมิติฟาร์ม พร้อมกับถุงเมล็ดพืช 6 ถุงคือ ถุงเมล็ดกะหล่ำปลี 2 ถุง ,ถุงเมล็ดข้าวโพด 2 ถุง และถุงเมล็ดข้าวสาลี 2 ถุง นอกจากนี้ในโรงนานั้นมีหัวไชเท้าในโรงนาอยู่อีก 40 ตัน และทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลบูดาทั้งสิ้น

โชคดีที่ว่าเมล็ดพืชทุกอย่างสามารถนำออกไปข้างนอกมิติฟาร์มได้ ซึ่งก็คือเขาแค่ปรับปรุงดินข้างนอกนั้นและเอาเมล็ดพืชจากในมิติมาปลูกข้างนอกได้

เจ่าไห่นั้นเดินออกไปในขณะที่กำลัง เขานั้นอยากจะรู้ขนาดของพื้นของเขาเพื่อที่จะคำนวณว่าเขาต้องใช้อะไรบ้างเพื่อปรับปรุงพื้นดินแห่งนี้  เมื่อออกจากห้องพักเขาก็เห็นบล๊อคและร๊อคยืนเฝ้าประตูอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาหาเขา

เจ่าไห่พยักหน้ากับทั้งสองคน “บล๊อคไปหาของสำหรับวัดพื้นที่มาให้หน่อย” ทั้งบล๊อคและร๊อคนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่าไห่ถึงสั่งแบบนั้นแต่พวกเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

ก่อนที่จะมายังดินแดนทมิฬแห่งนี้ พวกเขานั้นคิดว่าที่ดินแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งความว่างเปล่า ดังนั้นการที่จะอยู่รอดได้นั้น กรีนนั้นจึงเตรียททุกอย่างเพื่อที่ใช้ดำรงชีวิตไว้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอาหาร ,เมล็ดพืช ,ยารักษาและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ากรีนนั้นกว้านซื้อเสบียงไว้มากมาย

แต่อย่างไรก็ตามบล๊อคนั้นได้รีบร้อนก่อนที่จะหันไปยังเจ่าไห่ก่อนจะตอบรับ “นายน้อย ตอนนี้เกือบจะเที่ยงแล้ว ยายเมอร์รินจะกลับมาทำอาหารกลางวันในไม่ช้า ผมคิดว่านายน้อยควรจะไปหลังจากทานอาหาเรียบร้อยแล้ว”

เจ่าไห่นั้นหยุดก่อนที่จะมองไปยังบนฟ้า ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาบ่ายแล้ว บล๊อคพูดถูกแล้ว ดูเหมือนว่ามันถึงเวลาที่เขาต้องทานอาหารเที่ยงแล้ว เจ่าไห่จึงตอบกลับว่า “ถูกของเจ้า พวกเราจะทำกันต่อหลังทานอาหารเที่ยง” เมื่อพูดจบเขาเดินตรงไปยังห้องอาหารซึ่งมีชายสองคนเดินตามไป

เมื่อทั้งสามนั้นมาถึงห้องอาหารพวกเขาก็เห็นเมอร์รินและก็เม็กกำลังเอาจานมาวาง เมื่อเมอร์รินเห็นเจ่าไห่ เธอก็คำนับ “นายน้อย คุณตื่นแล้ว ฉันและเม็กจะไปเตรียมอาหารเดี๋ยวนี้”

เจ่าไห่นั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เงยหน้าขี้นยายเมอร์ริน บอกให้พวกทาสหยุดพักแล้วทำงานต่อหลังจากทานอาหารกลางวัน พวกเขายังมีเวลาอีกในวันพรุ่งนี้ พวกเรายังไม่สามารถเลี้ยงบูลอายแรบบิทได้ในเร็วๆนี้ คุณช่วยไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับวัดพื้นที่ให้หน่อย พวกเราจะไปวันขนาดของแดนทมิฬ ผมต้องการพื้นที่ประมาณ 10 มู (เท่ากับ 0,0667 เฮกตาร์; 1/6 เอเคอร์)  มันเกือบจะฤดูใบไม้ผลิแล้วไม่ใช่หรือ เราต้องทำในช่วงนี้”

เมอร์รินตอบเจ่าไห่อย่างเศร้าสร้อย “นายน้อย คุณก็ทราบไม่ใช่หรือค่ะ ว่าแดนทมิฬนั้นไม่สามารถเพราะปลูกอะไรได้ แม้ว่าเราจะซื้อเมล็ดพันธุ์มามากมาย แต่มันใช้สำหรับปลูกบนเนินเขา มันจะเปล่าประโยชน์หากจะปลูกในแดนทมิฬนี้ ซึ่งวัดไปก็เปล่าประโยชน์”

เจ่าไห่ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลยายเมอร์ริน ผมมีวิธีในการปรับปรุงดินในแดนทมิฬ มันสามารถเปลี่ยนดินดำเหล่านี้ให้การเป็นดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชได้ ดังนั้นตอนนี้คุณควรหาคนมารับผิดชอบงานส่วนนี้”

หลังจากเมอร์รินได้ฟังในแววตาของเธอนั้นก็เปล่งประกายแสงแห่งความหวัง “นายน้อย คุณพูดจริงอย่างงั้นเหรอค่ะ คุณมีวิธีปรับปรุงดินในแดนทมิฬอย่างงั้นใช่ไหม? ดินแดนแห่งนี้จะกลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่เหมาะกับการทำฟาร์มอย่างงั้นเหรอ? เสียงของเธอนั้นสนั่นไปด้วยความตื่นเต้น แดนทมิฬนั้นจัดว่าเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิอาร์ซู เพราะมันมีขนาดถึง 1 ใน 3 ของจักรวรรดิแต่จักรวรรดิอาร์ซูนั้นไม่ได้สนใจแดนทมิฬแห่งนี้เพราะมันไม่สามารถที่จะเพราะปลูกอะไรได้เลยแม้แต่น้อย

ซึ่งถ้าหากสามารถทำให้มันสามารถเพราะปลูกได้มันจะเกิดอะไรขึ้น? พื้นที่แห่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิอาร์ซู สถานที่ที่หลายๆจะอิจณาหากมันกลายเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์

มันเป็นยุคของอารยธรรมในทวีปอาร์ค คนส่วนใหญ่นั้นสนใจในเรื่องของเวทย์มนตร์ ,ศิลปะการต่อสู้ และแร่ชนิดต่างๆ แต่มีสิ่งหนึ่งในทุกยุคทุกสมัยนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญของทุกๆจักรวรรดินั้นคือการเกษตร

อาหารนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน แม้ว่าคุณจะมีพลังเวทย์มากแค่ไหน หรือมีพลังฉีแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายคุณก็ยังต้องกินอาหาร  แม้ว่าบางประเทศที่ร่ำรวยมากแค่ไหน ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากไม่มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์

ถ้าหากแผ่นดินแห่งนี้สามารถที่จะเพราะปลูกพืชได้แล้วละก็ มันจะเรีกยได้ว่าเป็นยุ้งฉางของทั้งทวีปอาร์คได้โดยไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย เพราะจะไม่มีพื้นที่แห่งไหนที่ใหญ่และเหมาะกับการปลูกพืชเท่าแดนทมิฬแห่งนี้อีกแล้ว

นอกจากนี้มันยังมีอีกเหตุผลที่ทำให้เมอร์รินนั้นตื่นเต้น เพื่อที่จะทำให้ตระกูลบูดานั้นล่มสลาย จักรพรรดิ์อาโบโย่จึงได้เชิญผู้นำสารของโบสถ์และทูตของประเทศต่างๆนั้นมาเป็นสักขีพยานในข้อตกลงระหว่างตระกูลบูดาและจักวรรดิ ด้วยคำสาบานต่อพระเจ้าว่า ดินแดนทมิฬแห่งนี้จะเป็นสมบัติของตระกูลบูดา

นี้เป็นสัญญาที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีสักขีพยานเป็นทูตจากประเทสต่างๆรวมทั้งคนจากโบสถ์ที่สำคัญ ด้วยข้อตกลงภายใต้การสาบานกับพระเจ้านั้น ถ้าหากมีคนใดละเมิดข้อตกลงนั้นเท่ากับเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า ซึ่งจะทำให้คนๆนั้นหรือประเทศนั้นๆถูกโจมตีด้วยกองกำลังทั้งหมดในทวีปและได้รับการลงโทษจากพระเจ้า

และอีกส่วนหนึ่งที่มีคำสำคัญมากในข้อตกลงนี้ นั้นก็คือทุกๆประเทศของทวีปนั้นได้เป็นพยานในข้อตกลงนี้ทำให้แม้ว่าจักรวรรดิอาร์ซูจะล้มสลายจนเกิดประเทศแห่งใหม่ก็ตามดินแดนทมิฬแห่งนี้ก็ยังคงเป็นของตระกูลบูดา ซึ่งนั้นเท่ากับว่าไม่มีทางที่จะเรียกร้องพื้นดินแห่งนี้คืนจากตระกูลบูดาได้แม้แต่ตัวโบสถ์เองก็ตาม

เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เจ่าไห่สามารถปรับปรุงดินแดนแห่งนี้ได้ เจ่าไห่จะเป็นเจ้าของพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดของทวีปอาร์คและเป็นตลอดไป ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถคัดค้านได้

ด้วยสิ่งเหล่านี้จะให้เมอร์รินนั้นไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร? ถ้าหากเจ่าไห่เปลี่ยนพื้นดินแห่งนี้ได้ ที่นี้ก็จะกลายเป็นรากฐานให้แก่ตระกูลบูดาและจะทำให้การเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในทวีปอาร์ค


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป

Advertisements