ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ ตอนที่ 009

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 009 – ไม่ว่าจะเช้าหรือเย็นก็ใต้ฟ้าเดียวกัน

เมื่อมองไปยังรอบๆในมิติ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม เจ่าไห่จึงออกจากมิติแล้วนอนลงบนเตียง แล้วคิดถึงสิ่งต่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เขาตื่นขึ้นมา

ตั้งแต่ที่เขารู้เรื่องการข้ามโลกมา เจ่าไห่นั้นไม่ได้มีเพียงแต่ความกลัวที่อยู่ต้องมาอยู่ในโลกที่ตนไม่รู้จักแต่ในใจลึกๆเขาก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในโลกที่เขามานั้นเจ่าไห่เป็นเพียงแค่เนิร์ดและนักเขียนไส้แห้งที่ใช้ชีวิตด้วยความกดดัน

แต่ที่นี้นั้น เขาได้เป็นชนชั้นสูงถึงแม้ว่าจะถูกไล่ออกจากเมืองหลวงก็ตาม แต่เขาก็ยังมีทรัพย์สมบัติเป็นของเขาเอง แม้ว่าจะเป็นดินแดนแห่งความตาย แต่เขาก็มีลูกน้องที่ซื่อสัตย์ สามารถที่จะตัดสินชีวิตของทาสด้วยเพียงคำพูด มีปราสาท และผู้คนที่รอคอยเขาอยู่ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขามีสเปเทียลฟาร์ม

แม้จะไม่รู้ว่าสเปเทียลฟาร์มจะมีที่มาได้อย่างไรแต่ตราบเท่าที่มีมัน เขาไม่ต้องกลัวเรื่องอาหารหรือความเป็นอยู่ในแต่ละวัน

ในขณะที่ทบทวนความคิดต่างๆ เขาก็คิดถึงแผนการในการพัฒนาฟาร์มในอนาคต แต่คิดตอนนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะเขาจำเป็นต้องรอให้สเปเทียลฟาร์มนั้นเพิ่ม LV ก่อน[ผู้แปล : แผนการพัฒนาฟาร์ม คือพัฒนาฟาร์มในทวีปอาร์คนะ]

แต่การทำฟาร์มนั้นคงต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะดีหรือร้ายยังไงก็ต้องลองดู ถ้ามีโอกาสพรุ่งนี้เขาคงต้องเก็บดินในแดนทมิฬเข้าไปในมิติ เพื่อดูว่าเขาจะใช้ดินสเปเทียลและน้ำสเปเทียลปรับปรุงมันยังไง นอกจากนี้วิธีการหาเงินที่เร็วที่สุดคือปลูกผักในมิติ มันจะดีมากหากเขาสามารถนำน้ำสเปเทียลออกมานอกมิติได้  แม้ว่ามิติจะหายไปอย่างน้อยเขาก็ยังมีพื้นที่ไว้เพาะปลูกเพื่อเป็นรากฐานให้ตระกูลได้

ในขณะที่คิดเขาก็ผลอยหลับไปอีกครั้ง ในฝันนั้นเขาได้สร้างคฤหาสน์ขนาดยักษ์ และเป็นเจ้าเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ ช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก

ในขณะที่ฝันหวานอยู่นั้นก็มีเสียงก้องในหัว “หัวไชเท้าโตเต็มที่แล้ว!! โปรดทำการเก็บเกี่ยวโดยเร็วที่สุด”

เจ่าไห่ตื่นขึ้นพร้อมกับรีบเข้าไปยังมิติ เมื่อเข้าไปก็พบว่าหัวไชเท้านั้นโตเต็มที่แล้ว หัวไชเท้าลูกโตเบียดเสียดโผล่กันขึ้นมาบนพื้นดิน

เจ่าไห่ไม่รอช้า วิ่งเข้าไปขุดเอาหัวไชเท้าอันอวบอิ่มขึ้นมาแล้วปัดดินออก ทันใดนั้นเขาก็กัดมันลงไปทันทีโดยไม่สนเรื่องความสะอาดเลย
ตอนที่เจ่าไห่อยู่ในโลกของเขา หัวไชเท้าจัดได้ว่าเป็นอาหารจานโปรด หัวไชเท้าขาวนั้นจะให้รสหวานเป็นหลัก ไม่เหมือนกับหัวไชเท้าเขียวที่ให้รสเผ็ดร้อน เขารู้สึกตะลึงกับรสชาตของน้ำหัวไชเท้าที่ไหลเข้าปาก มันมีทั้งความหวานและเผ็ดเล็กน้อยซึ่งเป็นรสชาติที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน

ในขณะที่เจ่าไห่กำลังเคี้ยวหัวไชเท้าอยู่ เขาก็ลองวัดขนาดมันดูซึ่ง หัวใช้เท้านี้หนักประมาณ 1.5 kg [3 catty] ซั่งนับได้ว่ามีขนาดใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว มันมีลักษณะที่ตรงและขาวอวบน่าอร่อย

เจ่าไห่อดหัวเราะด้วยความดีใจไม่ได้ จากนั้นเขาเดินไปยังกระท่อมเพื่อหยิบตะกร้าก่อนตะโกนว่า “เก็บเกี่ยว!” หัวไชเท้าในไร่ก็ลอยขึ้นมาราวกับว่าถูกมือล่องหนหยิบขึ้นมา หัวไชเท้าแต่ละลูกก็ค่อยๆลอยเข้าไปยังตะกร้า  เมื่อเจ่าไห่ก้มไปดูในตะกร้า เขาก็พบว่าหัวไชเท้านั้นหายไปทันทีที่ลอยเข้าไปในตะกร้า

ก่อนที่จะเก็บผลผลิตทั้งหมด  เจ่าไห่ก็ไปตรวจสอบที่โรงนาก็พบว่าหัวไชเท้าทั้งหมดนั้นอยู่ในนี้เรียบร้อยแล้วซึ่งก็เหลือแต่หลุมจำนวนมากในไร่

เจ่าไห่ยังไม่ขายหัวไชเท้าเหล่านี้แต่ซื้อถุงเมล็ดอีกรอบ ในขณะเดียวกันก็สั่งให้พลั่วทำให้พรวนดินและเตรียมปลูกอีกรอบ เมื่อเมล็กนั้นถูกใส่ลงในดินก็มีเสียง “ติ่ง” แล้วตามด้วย “ยินดีด้วยตอนนี้ฟาร์มได้เพิ่มระดับเป็น LV 2 รางวัลจากระบบ : เมล็ดผักกาดขาว 2 ถุง แต่ละถุงปลูกได้ 1 ไร่”

เจ่าไห่เม้มปาก”ขี้เหนียวจริงเลย ให้เมล็ดปลูกได้แค่ 2 ไร่เอง”

เมื่อเสร็จภารกิจ เจ่าไห่ก็ออกจากมิติ เขาก็มองไปยังท้องฟ้าก็พบว่ามีเพียงแสงรำไรที่ขอบฟ้าทางตะวันออก

ในเวลานั้นกรีนและคนอื่นยังไม่ตื่นแม้กระทั่งทาสเองก็ยังนอนหลับอยู่ เจ่าไห่ตอนนี้ดีใจจนหลับไม่ลง ได้แต่นั่งอยู่ในห้องและแทะหัวไชเท้าที่เขานำออกมาจากมิติ มันเป็นรสชาติที่ห้ามใจไม่ได้เลยทีเดียว

สำหรับเจ้าไห่นั้นเขาไม่สามารถที่จะกินหัวไชเท้าที่ใหญ่ขนาดนี้หมดได้ จึงกินไปได้แค่ครึ่งเดียว  แต่ก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เจ่าไห่รู้สึกร้อนในท้องหลังจากนั้นความเหนื่อยล้าในร่างกายของเขาก็ค่อยๆหายไปและถูกเติมเต็มไปด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม

เจ่าไห่ช๊อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเหมือนกับเขาไม่ได้กินหัวไชเท้า แต่มันเหมือนกินยาโด๊บ เป็นไปได้ยังไง? หรือว่ามันจะเป็นโสมกันแน่?

เมื่อคิดได้แบบนี้เจ่าไห่จึงเอามือจับที่จมูกเพื่อดูว่ามีเลือดไหลหรือป่าว แต่เขาก็พบว่าจมูกเขาปกติดี ไม่มีเลือดไหลออกมาซักหยุด

แต่เขาสัมผัสได้ว่าความรู้สึกนั้นมันไม่ใช่ภาพลวงเพราะตอนนี้เขารู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมและดวงตาที่เบิกกว้างโดยที่ไม่มีความรู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย

นี้มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น  จากความจำของอดัม เขาได้ดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเข้าไป แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าน้ำแห่งความว่างเปล่านั้นไม่มีผลต่อคนธรรมดา แต่ในความเป็นจริงมันจะทำให้คนนั้นรู้สึกเหนื่อยง่าย แต่ทำไมเขากับรู้สึกถึงพละกำลังที่ไม่มีสิ้นสุดนี้ ถ้าอย่างงั้นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ก็คือ หัวไชเท้านั้นสินะ

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ่าไห่ตะลึงเพราะไม่เคยคาดคิดเลยว่าเจ้าหัวไชเท้านี้จะมีความสามารถมากกว่าที่เห็น เขาจึงเอาหัวไชเท้าออกมาจากโรงนาอีกลูกเพื่อเตรียมไว้สำหรับถามกรีนว่ามันคืออะไรกันแน่

เมื่อมองไปยังบนฟ้าอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงรำไร แต่มันก็ยังเช้าเกินกว่าที่ทุกคนจะตื่น เจ่าไห่นั้นเกรงใจเกินกว่าจะเรียกพวกเขา จึงได้แต่อยู่ในห้องอันแสนหน้าเบื่อหน่ายนี้ ดังนั้นเจ่าไห่จึงตัดสินใจเดินออกไปข้างนอกเพื่อดูปราสาทของเขา

เขาค่อยๆเดินออกไปอย่างช้าพร้อมกับมองดูสิ่งต่างๆรอบตัว อาคารได้นอกนั้นถูกสร้างอย่างง่ายได้ พื้นถูกปูด้วยหินปู ส่วนบ้านนั้นถูกสร้างจากหินเป็นแนวแถว ซึ่งหลังบ้านนั้นก็จะมีกำแพงเมืองอยู่ กำแพงนั้นมีความสูงประมาณ 10 เมตร เมื่อพิจารณาดีๆเขาก็พบว่ากำแพงนี้หนาถึง 4 เมตร ประตูเมืองนั้นถูกหลอมมาจากเหล็กดิบซึ่งประตูนั้นมีความสูง 4 เมตรและปิดด้วยสลักขนาดใหญ่ ที่ด้านบนประตูเมืองนั้นมีกลไกที่ใช้ในการดึงสลักเพื่อเปิดประตูตั้งอยู่ด้วย

กลไกนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี เมื่อขยับคันโยก กลไกต่างๆก็จะเริ่มทำงานโดยการขยับสลักไปมาระหว่างปิดกับเปิด

เจ่าไห่นั้นไม่คาดคิดเลยว่าวิศวกรรมของโลกนี้จะพัฒนามาจนถึงขั้นนี้แล้ว เมื่อมองไปยังรอบๆ เขาก็ยังไม่พบอะไร มีก็เพียงแต่กองสิ่งของที่ยังอยู่ในลานกว้าง

เมื่อเห็นสิ่งของเหล่านี้ เจ่าไห่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ดูเหมือนว่ากรีนจะทำการค้าไม่เป็นซักเท่าไหร่จึงเอาเงินไปซื้อสิ่งของเหล่านี้ พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าเงินนั้นสามารถไปต่อยอดเงินได้ ในขณะที่สิ่งของเหล่านี้ซักวันมันก็จะหมดลงไป

ดูเหมือนว่ากรีนต้องการให้สถานที่แห่งนี้อยู่แยกออกมาอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ถูกต้องเมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นอดัมคนก่อน เขาคงจะมีชีวิตอยู่นานกว่าถ้าหากเขาอยู่ที่นี้ เพราะหากเขาเอาเงินที่เหลือทั้งหมดแล้วออกไปข้างนอก ก็คงจะตายในทันที

เจ่าไห่เดินไปยังบันไดหินก่อนที่จะเดินขึ้นไไปบนกำแพง ผนังนั้นถูกสร้างจากหินสีเท่าซึ่งดูแข็งแกร่งมากๆ มันถูกจัดเรียงอย่างปราณีตและเป็นระเบียบมาก ซึ่งไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องซ่อมแซมเลย ที่มุมกำแพงสีทิศนั้นมีหอคอยไว้ใช้ปกป้องกำแพงทุกทิศทาง

เจ่าไห่หันไปยังในเมืองเขาก็พบ กำแพงชั้นในที่สูงกว่ากำแพงชั้นนอกและมีหอคอยน้อยกว่า

นอกกำแพงนั้นก็มีคูน้ำกว้าง 5 เมตรล้อมรอบ น้ำในคูนั้นค่อยข้างใสซึ่งน่าจะใช้ได้ เหนือคูน้ำก็มีสะพานพาดไว้ซึ่งคล้องไว้กับโซ่เหล็ดขนาดใหญ่ สะพานนั้นทำด้วยไม้โดยมีกรอบเป็นเหล็ก ไม้นั้นเป็นของใหม่ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนไป

จากประตูเมืองไปก็มีทางหลวงที่ถูกปูด้วยหินทอดยาวไปเป็นเส้นตรง เขาไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดที่ได้แต่รู้ว่ามันไม่ได้ถูกใช้มานานมากแล้วเพราะวัชพืชนั้นขึ้นตามทางเต็มไปหมด

เจ่าไห่รู้ว่าปราสาทแห่งนี้ถูกทิ้งมานานหลายปีซึ่งถนนเองนั้นก็ถูกสร้างมาพร้อมกัน เขาเชื่อว่าคงจะไม่มีการสัญจรไปมาในช่วงหลายเดือนนี้ดังนั้นปล่อยให้ถนนเป็นแบบนี้ไปก่อน

นอกจากถนนสายนี้ทุกอย่างนั้นกลายเป็นดินดำที่ไม่มีแม้แต่หญ้าเกิดขึ้น ดูเป็นสถานที่รกร้างไร้ชีวิตชีวา

ขณะนั้นเองพระอาทิตย์ก็ได้สาดแสงสีทองส่องไปยังเจ่าไห่ที่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง เขามองไปยังดวงตะวันที่ขึ้นมาและรู้สึกภูมิใจและหัวเราะออกมาว่า “ปราสาทนี้เป็นของข้า จุดเริ่มต้นของฉันเกิดขึ้นที่นี้เหมือนดวงตะวันกำลังจะขึ้นต่อไปนี้ไม่ว่าจะเช้าหรือเย็นก็ใต้ฟ้าเดียวกัน ข้าจะเป็นดวงอาทิตย์ที่สาดส่องดินแดนแห่งนี้”

เจ่าไห่นั้นไม่รู้ว่ากรีนและคนอื่นๆนั้นตื่นขึ้นมาแล้วซึ่งพวกเขานั้นยืนอยู่ที่ด้านล่างกำแพงซึ่งดูเจ่าไห่ยืนอยู่บนกำแพงอย่างเงียบๆ แสงสีทองที่สาดส่องมมานั้นทำให้เจ่าไห่เหมือนกับพระเจ้ามาจุติซึ่งมันก่อเกิดความหวังในแววตาของพวกเขา


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป

Advertisements