ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ ตอนที่ 002

ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป


ตอนที่ 002 – โคตรซวย

ทันทีที่เสี่ยวไห่นั้นสลบไปนั้น ความทรงจำต่างๆของอดัมก็ถูกส่งไปยังสมองของเขา เหมือนโปรแกรมที่ไม่ใช่ของคอมพิวเตอร์ตัวนั้น ถูกติดตั้งลงไปทำให้เสี่ยวไห่รู้สึกราวกับว่าสมองของเขาจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งการที่เขาสลบไปนั้นทำให้สมองเขานั้นเหมือนถูกแช่งแข็งและค่อยๆ ซึมซับข้อมูลต่างๆภายในหัวของเขา

เสี่ยวไห่ไม่รู้เลยว่าตัวเขานั้นสลบไปนานแค่ไหน เขาแค่รู้แค่ว่ามีกลุ่มความทรงจำหนึ่งที่ไม่ใช่ของเขาภายในหัว

ในความทรงจำนั้น เสี่ยวไห่ในตอนนี้มีชื่อว่าอดัม บูดา ซึ่งเกิดในตระกูลนายพลของจักรวรรดิอาร์ซูในทวีปอาร์ค ซึ่งมีตำแหน่งเป็นมาร์ควิสในจักรวรรดิอาร์ซูมาถึงสามรุ่นจนถึงรุ่นของอดัม อดัมนั้นเป็นเด็กเสเพล เพราะแม่ของเขาตายตั้งแต่เด็กๆ ส่วนพ่อของเขานั้นเป็นคนนำทัพไปที่ต่างๆเป็นปีๆจนไม่มีใครดูแล เขาเติบโตมาโดยไม่สนใจศีลธรรม กฎหมายใดๆ รวมถึงกดขี่ข่มเหงผู้คนโดยไม่เกรงกลัวใคร แต่พ่อของเขาก็ปกป้องเขาตลอดมา เพราะ กองทัพขนาดใหญ่ที่เขาดูแล ทำให้ไม่ใครอยากจะมีปัญหากับเขา

แต่ในที่สุดพ่อของเขาก็ทำพลาด ในการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ของจักรวรรดิอาร์ซูนั้นพ่อของเขาเลือกข้างผิด

อดีตจักรพรรดิของจักรวรรดิอาร์ซูองค์ที่47  เขามีราชบุตรอยู่ทั้งหมด 15คน มี5คนที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นจักรพรรดิคือ เจ้าชายองค์ที่1, เจ้าชายองค์ที่3, องค์ที่4, องค์ที่7 และ องค์ที่13

เพราะกฎบัญญติที่ปฎิบัติกันมาของจักรวรรดิอาร์ซูจะมีแค่บุตรของสมเด็จพระราชินีและพระสนมเท่านั้นที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิได้  แน่นอนว่าไม่ใช่ลูกทุกคนของสมเด็จพระราชินีและพระสนมทุกอาจจะมีสิทธิได้เป็นองค์จักรพรรดิ แต่เจ้าชายทั้งหลายจะต้องได้รับยศศักดินาให้เป็นท่านดยุค หรือสูงขึ้นไป

คนที่เกิดในครอบครัวของจักรพรรดิจะมีศักดินาเป็นเคาน์และถ้าพวกเขาไม่ได้สร้างผลงานบางอย่างในเมืองหลวงของจักรวรรดิ  พวกเขาก็มีแค่ยศท่านเคาน์ไปตลอดชีวิต จะมีก็แค่การสร้างผลงานเท่านั้นที่จะให้เลื่อนยศของพวกเขาไปได้

แน่นอนว่าบุตรของสมเด็จพระราชินีและภริยานั้นไม่ได้รับยศเคาน์  แต่ได้รับยศดยุคและตราบใดที่พวกเขาก็ทำผลงานเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาจจะพบข้ออ้างบางอย่างก็ทำให้พวกเขาสามารถได้ยศเพิ่มขึ้นเป็นท่านดยุค ทำให้พวกเขามีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นกษัตริย์

จากองค์ชาย 5 คน จาก 47 คน ของจักรวรรดิอาร์ซูเท่านั้น ที่จะได้ครองบัลลังก์ ในหมู่พวกเขาเจ้าชายองค์ที่1 และเจ้าชายองค์ที่ 4 เกิดจากสมเด็จพระราชินีในขณะที่เจ้าชายองค์ที่ 3 และเจ้าชายองค์ที่ 7 เป็นบุตรของพระสนมคารินส่วนเจ้าชายองค์ที่ 13 เป็นบุตรของพระสนมอาร์ริน และยังเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด ผู้คนส่วนคิดว่าเจ้าชายองค์ที่1 บุตรของพระราชินีที่น่าจะได้ครองบัลลังก์มากที่ที่สุดและเจ้าชายองค์ที่3 มักจะอยู่กับเจ้าชายองค์ที่1 เสมอ และได้รับการสนับสนุนอย่างมาก ส่วนเจ้าชายองค์ที่4 และเจ้าชายองค์ที่7 เป็นหุ้นส่วนกัน เจ้าชายองค์ที่7 เป็นผู้ให้การสนับสนุนเจ้าชายองค์ที่4 และการสนับสนุนจากครอบครัวคารินซึ่งอิทธิพลมากในศาล มีเพียงเจ้าชายองค์ชายที่ 13 เป็นลูกคนสุดท้องที่อ่อนแอเสมอและไม่มีใครคิดในแง่ดีกับเขาแม้เพียงคนเดียว

และพ่อของอดัมอยู่ในค่ายของเจ้าชายองค์ที่1 นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากเพราะเจ้าชายองค์ที่1 เป็นคนที่ได้รับความนิยมที่สุดในเวลานั้นและตระกูลบูดา ไม่ได้มีอิทธิพลใดๆ เหมือนตระกูลขุนนางอื่นๆ พวกเขาเพียงก้าวเข้าสู่ตำแหน่งของมาร์ควิส ผ่านจากผลงานทางการทหารในรุ่นปู่ของตระกูลบูดา พวกเขาต้องการที่จะเพิ่มอำนาจในกลุ่มขุนนางให้มากขึ้น เพื่อที่เขาจะได้มีอำนาจในการสนับสนุนให้องค์ชายองค์ที่1 สามารถครองบัลลังก์ได้ ตราบใดที่องค์ชายคนโตได้เป็นองค์จักรพรรดิ ตระกูลบูดาก็จะมีอำนาจและเป็นแกนนำหลักของจักรวรรดิอาร์ซู และได้การยอมรับอย่างแท้จริง

ในทวีป ขุนนางของจักรพรรดิจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มสายเลือดเก่า และกลุ่มสายเลือดใหม่ ช่องว่างอำนาจระหว่างกลุ่มสายเลือดเก่าและกลุ่มสายเลือดใหม่ โดยกลุ่มสายเลือดใหม่นั้นมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ ไม่แยแสกลุ่มสายเลือดเก่าเลย แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ที่จะมีอำนาจที่แท้จริงของจักรวรรดิ

ในหลายปีที่ผ่านมาในทวีปอำนาจของขุนนางนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งในบางครั้งอำนาจที่ได้มาก็มีเพิ่มขึ้น หรือลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสายเลือดเก่าที่สร้างรากฐานมานานกว่าพันปี สืบทอดกันมาหลายรุ่นและมีอำนาจอย่างแท้จริงในจักรวรรดิยังเกรงกลัว พวกกลุ่มสายเลือดเก่านั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิ


เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มสายเลือดเก่านั้น พวกเขาต้องสะสมกองกำลังและอำนาจ ซึ่งตระกูลบูดานั้นเติบโตเร็วเกินไป นี้คือวิธีปฏิบัติกันมาในรุ่นต่อรุ่นในราชวงษ์ของจักรวรรดิอาร์ซู เพื่อใช้ในการปกครองขุนนางทั้งหลาย ซึ่งหลังการตายของจักรพรรดิองค์ที่ 46 นั้น พระราชาองค์ใหม่นั้นต้องการที่จะสนับสนุนตระกูลบูดา แต่ขุนนางสายเลือดเก่านั้นกลับต้องการที่จะลดทอนอำนาจของตระกูลบูดา

พ่อของอดัมนั้นสนับสนุนผิดฝ่าย เจ้าชายองค์ที่1 ซึ่งตระกูลเขาให้การสนับสนุนนั้นไม่ได้เป็นขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิ นอกจากนี้แล้วเจ้าชายองค์ที่ 13 ที่มีอำนาจน้อยที่สุดกลับเป็นครองบัลลังก์ เจ้าชายองค์ที่1 ได้รับคำสั่งให้ฆ่าตัวตาย ส่วนผู้ติดตามที่เคยให้การสนับสนุนก็ยากที่จะหลุดรอดพ้นจากองค์จักรพรรดิองค์ใหม่นี้ได้ พ่อของอดัมถูกสั่งขังคุกและเสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ทำให้พฤติกรรมต่างๆ ของอัดมในอดีตถูกขุดขึ้นมาร้องเรียน แต่เนื่องจากจักรวรรดิกลัวกรีนและนักรบระดับแปดคนอื่นๆจะก่อให้เกิดปัญหา รวมทั้งองค์จักรพรรดินั้นเพิ่งครองอำนาจ พวกเขาจึงแสดงความใจกว้างโดยการลงโทษสถานเบากับอดัม ยศมาร์ควิสของอดัมซึ่งเดิมจะได้เป็นมรดกถูกถอดถอนออกไปและให้เพียงยศไวส์เคาน์ และเอาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์นั้นเปลี่ยนเป็นแดนทมิฬ และบังคับให้อดัมนั้นดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่า

ถ้าขุนนางทั่วไปนั้น พวกเขาจะปล่อยให้พ่อบ้านหรือคนที่เชื่อถือได้เป็นคนดูแลในที่ดินเหล่านี้ได้และอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ถึงแม้ว่าที่ดินทั้งหลายจะเป็นรากฐานให้กับตระกูล แต่การได้อยู่ในเมืองหลวงนั้นจะทำให้ได้รับรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในจักรวรรดิทำให้ รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อตระกูลหรือไม่

แต่กับอดัมนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองหลวง หลังจากที่องค์จักรพรรดิเปลี่ยนที่ดินของอดัมแล้วก็สั่งให้พวกเขาออกจากเมืองหลวงภายใน 3 วัน และไม่ให้ออกจากดินแดนทมิฬนั้นเป็นเวลา 3 ปีซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตระกูลใดๆ เลยในอดีต

เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้กับตระกูลบูดานั้นมาจากที่องค์จักรพรรดิ องค์ชายที่13 อาโบโย่ อาร์ซูโดนกดดันมาจากพวกขุนนางกลุ่มสายเลือดเก่า และตระกูลบูดาเคยเป็นคนขององค์ชายคนโต เขาพึ่งได้ขึ้นครองบัลลังก์ ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่จำเป็นต้องลดอำนาจขุนนางกลุ่มที่เคยสนับสนุนองค์ชายคนโต และ องค์ชายที่7 แต่อาโบโย่ไม่กล้าแตะต้องกลุ่มขุนนางเหล่านี้ เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีอำนาจทางการเมือง และกลุ่มอำนาจเก่านั้นเห็นว่าตระกูลบูดาเป็นหอกข้างแคร่ที่ต้องกำจัด

เหตุผลที่ต้องให้อดัมนั้นต้องดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่า เพราะตระกูลบูดา นั้นมีวิธีการฝึกพลังฉีที่ได้สืบทอดกันมาก็คือ”พลังฉีมังกรคลั่ง” ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันในทวีป  ซึ่งปู่ของอดัมได้มาโดยบังเอิญ ซึ่งการวิธีการฝึกนั้นทำให้เพิ่มพลังฉีได้มากกว่าปกติถึง 3 เท่า และมีพลังโจมตีที่รุนแรงมาก ซึ่งทำให้วิธีฝึกฝนพลังฉีนี้เป็นที่ต้องการของทุกตระกูลในจักรวรรดิ ถ้าหากให้อดัมมีโอกาสฝึกพลังฉีแล้วได้เรียน”พลังฉีมังกรคลั่ง” และยังโกรธแค้นกับสิ่งที่จักรวรรดิทำกับตระกูลบูดา เขาอาจจะการเป็นตัวปัญหาให้พลังขุนนางและราชวงษ์ได้ ดังนั้น อาโบโย่จึงต้องให้อดัมดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเพื่อให้แน่ใจว่าอดัมจะไม่เป็นภัยต่อตัวเขา

ส่วนเหตุผลว่าทำไมอาโบโย่นั้นไม่สั่งประหารอดัมก็เพราะกรีนทำสัตย์สาบานว่าจะให้วิธีการฝึกฝน และจะไม่ให้ตระกูลบูดาฝึกวิชา”พลังฉีมังกรคลั่ง” อาโบโย่จึงไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตอดัม

ซึ่งแน่นอนว่ากรีนทำข้อตกลงนี้อย่างลับๆ  โดยเขานั้นแอบลอบเข้าไปในวังหลวงในตอนกลางคืนเพื่อเจอกับอาโบโย่และให้วิธีการฝึกฝนนี้ เพื่อให้ขออีกฝ่ายให้โอกาสกับอดัม รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของกรีนว่าเขาสามารถฆ่าอาโบโย่ได้ง่ายแค่ไหน เพื่อที่จะให้อาโบโย่ล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าอดัม

อาโบโย่นั้นกลัวกรีนจะสร้างปัญหาให้เขา เขาจึงยอมตกลง และทำเพียงแค่ถอดยศศักดินา และเอาที่ดินของอดัมไป แต่ปล่อยให้อดัมมีชีวิตต่อไป

กรีนก็เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ กรีนนั้นเข้าใจสถานการณ์นี้ดีแม้ว่าเขาจะไม่ได้อ่อนแอ แต่ราชวงษ์นั้นมีอำนาจมหาศาล แต่การที่เขาลักลอบเข้าวังหลวงมาได้ในครั้งนี้ เพราะคุ้นเลยกับสถานที่ รวมทั้งจักรพรรดิพึ่งครองอำนาจทำให้วังหลวงนั้นอยู่ช่วงจัดระบบใหม่ทำให้มีช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัยมาก ซึ่งเขาเองก็ใช้วิธีการพิเศษในการลอบเข้ามา ทำให้กรีนเขามาอย่างง่ายได้

ส่วนเหตุผลว่าทำไมกรีนถึงไม่มาช่วยท่านพ่อของอดัมก่อนหน้านี้เพราะ ตัวของกรีนเชื่อว่าอาโบโย่คงจะไม่ฆ่านายท่าน เพราะไม่ว่าจะยังไงพ่อของอดัมนั้นก็เป็นหมากตัวหนึ่งของราชวงศ์ที่ใช้ในการต่อสู้กับขุนนางสายเลือดเก่า ราชวงศ์คงไม่ฆ่านายท่านง่ายๆ

แต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเหตุที่อาโบโย่ได้ครองบัลลังก์นั้นมาจากการสนับสนุนจากขุนนางสายเลือดเก่า ดังนั้นเพื่อตอบแทนพวกขุนนางสายเลือดเก่า จึงสังหารพ่อของอดัมหลังจากครองบัลลังก์ เมื่อกรีนได้รู้เรื่องนี้ พ่อของอดัมก็ได้เสียชีวิตลงแล้ว และทำให้กรีนนั้นมีทางเลือกเดียวคือต้องปกป้องอดัม ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลบูดาไว้ให้ได้

และเหตุผลที่เขายกวิธีการฝึก”พลังฉีมังกรคลั่ง ” นั้นก็มีส่วนมาจากน้ำแห่งความว่างเปล่า น้ำแห่งความว่างเปล่านั้นเป็นสมบัติเวทย์ขั้นสูงที่นอกจากจะทำให้คนนั้นไม่สามารถฝึกฝนพลังฉี และเวทย์มนตร์ได้แล้ว แม้แต่ลูกหลานที่จะเกิดมานั้นก็ไม่สามารถฝึกได้

หรือก็คือเมื่อคุณดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าแล้วลูกและหลานก็ไม่อาจฝึกฝนพลังฉี หรือเวทย์มนตร์ได้ ไปถึง 9 รุ่น

ซึ่งจะสามารถกลับมาฝึกได้เมื่อถึงรุ่นที่ 10 แต่ในช่วงเวลา 9 รุ่นที่ไม่สามารถใช้พลังฉีหรือเวทย์มนตร์ได้เลยนั้น  ตระกูลจะยังคงอยู่ได้หรือ ถึงคงอยู่ได้ก็กลายเป็นเพียงคนธรรมดาและเหลืออยู่ไม่กี่คน นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำแห่งความว่างเปล่าจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเห็นเหตุผลให้กรีนยกวิธีฝึกฝน”พลังฉีมังกรคลั่ง”

อดัมและลูกหลานของตระกูลอีก 9 รุ่นนั้นไม่สามารถฝึกฝน”พลังฉีมังกรคลั่ง”ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะเก็บไว้ จะดีกว่าไหมถ้าหากมันสามารถแลกกับชีวิตของอดัมไว้ได้ ดังนั้นกรีนจึงไม่ลังเลเลยกับการตัดสินใจในครั้งนี้

และความจริงก็พิสูจน์ว่าการกระทำของเขานั้นถูกต้อง ถ้าหากเขาไม่ยกวิธีการฝึกฝน”พลังฉีมังกรคลั่ง”ไป การเดินทางออกจากเมืองหลวงครั้งนี้คงจะเป็นไปไม่ได้

แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามีใครทำอะไรกับน้ำแห่งความว่างเปล่า หรือเพราะปฎิกิริยาของอดัมต่อน้ำแห่งความว่างเปล่า ทำให้อดัมนั้นหมดสติไปหลังจากดื่มและยังคงหมดสติจนมาถึงดินแดนทมิฬ


ตอนก่อนหน้านี้ || ตอนต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s